โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มิถุนายน 2550 19:22 น.
เมื่อเอ่ยถึงกษัตริย์แห่งดินแดนไอยคุปต์ นอกจาก “ตุตันคาเมน” (Tutankhamun) แล้ว “ฮัตเชปซุต” (Hatshepsut) เป็นชื่อต้นๆ ที่ผู้คนนึกถึงในฐานะผู้ปกครองแห่งยุคทองของอาณาจักรอียิปต์
“ฮัตเชปซุต” เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “ราชินีมีเครา” เพราะตลอดเวลาที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ พระนางทรงเครื่องทรงของบุรุษ และมีเคราปลอมสวม เพื่อความสะดวกในการขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรอียิปต์ในช่วงปีที่ 1479-1458 ก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ 3,500 ปีก่อน) หลังฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 (Tuthmosis II) ซึ่งเป็นทั้งน้องชายต่างมารดาและพระสวามีสิ้นพระชนม์ลง
“ฮัตเชปซุต” สถาปนาตัวเองเป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของอียิปต์ นับเป็นสตรีผู้ทรงอำนาจคนแรกแห่งโลกโบราณ มีอิทธิพลมากกว่าราชินีเนเฟอร์ติตี (Nefertiti) เสียอีก
ทว่า ฟาโรห์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ครองบัลลังก์ได้เพียง 21 ปีก็หายตัวไปอย่างลึกลับ รวมทั้งมัมมี่พระศพที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าฝังว่าไว้ที่ใด
ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) ในฐานะหัวหน้าทีมโบราณคดีของทีมสำรวจช่องดิสคัฟเวอรี (Discovery Channel) เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ว่า มัมมี่หญิง 1 ใน 2 ร่างที่ค้นพบบริเวณหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ในเมืองลักซอร์ คือ พระศพฟาโรห์หญิง “ฮัตเชปซุต” ที่หายสาบสูญไปหลายพันปี นับเป็นอีกการขุดค้นที่ยิ่งใหญ่ ต่อจากการค้นพบพระศพฟาโรห์ตุตันคาเมนตั้งแต่ปี 2456
หลุมศพดังกล่าว ค้นพบโดย โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) หลังจากค้นพบพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่หุบผากษัตริย์จนโด่งดังในปี 2446 เขาและทีมสำรวจก็ค้นพบมัมมี่หญิง 2 ร่างที่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งหลุมดังกล่าวนักโบราณคดีเรียกว่า “หลุมเควี 60” (KV 60) จากนั้นในปี 2463 พวกเขาค้นพบหลุมพระศพที่ระบุว่าเป็นของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต แต่กลับพบโลงที่ว่างเปล่าถึง 2 โลง
อย่างไรก็ดี ทีมโบราณคดีที่สนับสนุนเงินทุนโดยช่องดิสคัฟเวอรี สหรัฐฯ เพื่อตามหาพระนางฮัตเชปซุตเปิดเผยว่า ในตอนแรกที่วิเคราะห์มัมมี่หญิง 1 ใน 2 ร่าง เชื่อแน่ว่าร่างหนึ่งคือ ซีทเร อิน (Sitre In) แม่นมของพระนาง แต่อีกร่างไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด
ต่อมานักไอยคุปต์วิทยาและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงช่วยกันพิสูจน์ว่ามัมมี่อีกร่างที่เหลือเป็นพระศพของฟาโรห์หญิงพระองค์เดียวแห่งอาณาจักรอียิปต์หรือไม่ โดยฮาวาสส์ได้แสดงหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามัมมีดังกล่าวเป็นพระนางจริง
การค้นพบกล่อง “พระทนต์” หรือฟันซี่ที่หักที่ระบุว่าเป็นของฟาโรห์หญิง ทำให้ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อนำมาประกอบเข้ากับช่องว่างที่วัดความละเอียดเป็นมิลลิเมตรในปากของมัมมี่ร่างที่เหลือได้อย่างพอดี
ผลการเอกซเรย์ด้วยเครื่องซีทีสแกนและสร้างภาพ 3 มิติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ดีเอ็นเอมัมมี่หญิงอีกร่างในหลุม KV 60 ทำให้เชื่อว่า มัมมี่ร่างดังกล่าวคือพระศพของฟาโรห์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่นักโบราณคดีตามหามานาน
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม โดยกระบวนการวิเคราะห์เสาะหาทั้งหมดจะออกอากาศทางช่องดิสคัฟเวอรีในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้
ทว่า สก็อต วูดเวิร์ด (Scott Woodward) นักชีววิทยาโมเลกุล มูลนิธิโซเรนสัน ในยูทาห์ สหรัฐฯ (Sorenson Molecular Genealogy Foundation in Salt Lake City, Utah) ซึ่งทำวิจัยเรื่องดีเอ็นเอในมัมมี่ กลับตั้งคำถามต่อความมั่นใจในการใช้ข้อมูลทางดีเอ็นเอฟันธงว่าเป็นพระนาง
“มันยากที่จะนำดีเอ็นเอจากมัมมี่มาใช้งาน หากจะใช้ดีเอ็นเอนำไปอ้างถึงความสัมพันธ์ จะต้องนำลำดับดีเอ็นเอจากพ่อแม่ หรือปู่ย่าของพระนางมาเปรียบเทียบ ซี่งการใช้ข้อมูลพันธุกรรมของพระนางมาดูรายละเอียดก็จะพบได้แค่เชื้อสายทางมารดาของพระนางเท่านั้น”
“จะเป็นไปได้ไหมถ้านั่นคือมีมัมมี่ที่เป็นพระญาติกับฮัตเชปซุต หรือเราอาจพบมัมมีที่มีลักษณะทางดีเอ็นเอเช่นนี้และเป็นญาติกัน เพราะผ่านมาแล้ว 3,500 ปี และการสกัดดีเอ็นเอออกมาก็สุดจะยาก” วูดเวิร์ดแสดงความกังขา
ทางด้าน โดนัลด์ ไรอัน (Donald Ryan) ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์โบราณซึ่งค้นพบหลุมพระศพอีกครั้งในปี 2532 ให้ความเห็นผ่านเว็บบอร์ดบนอินเทอร์เน็ตว่า มีความเป็นไปได้หลายทางที่จะระบุว่า 1 ในมัมมี่หญิงทั้ง 2 ที่ค้นพบในหลุม KV 60 เป็นฮัตเชปซุต
ทว่า นักไอยคุปต์รายนี้กลับไม่เชื่อว่ามัมมี่ใน KV 60 คือฟาโรห์หญิงหนึ่งเดียวของอียิปต์ เพราะร่างมัมมี่ที่ใหญ่มาก และเต้าอกก็มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช่ รวมถึงร่องรอยที่แขนขวาก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกษัตริย์เสมอไป
อย่างไรก็ดี มัมมี่ของพระนางที่ค้นพบในหลุมที่เล็กไม่สมพระเกียรตินั้น เป็นไปได้ว่าเพราะต้องการเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย หลังจากพระนางหายสาบสูญไปจากบันทึก ซึ่งอาจเป็นเพราะทุตโมซิสที่ 3 (Tuthmosis III) หลานชายของพระนางชิงบัลลังก์กลับคืน ทั้งยังลบชื่อและความทรงจำที่เกี่ยวกับพระนางออกทั้งหมด
ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต เป็นพระราชธิดาองค์เดียวของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (Tuthmosis I) กับพระราชินีอาโมซิส ด้วยความเป็นหญิงสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของพระชายารอง เมื่อน้องต่างมารดาครองราชย์เป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 ก็อภิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุตตามประเพณีของอียิปต์ เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระราชวงศ์
ทุตโมซิสที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ อำนาจบริหารจึงตกอยู่ในมือราชินีที่ฝึกฝนการบริหารราชการกับฟาโรห์องค์ก่อน อีกทั้งตัวราชินีฮัตเชปซุตเองก็มีพระธิดาเพียงองค์เดียว แต่ชายารองกลับมีพระโอรส ดังนั้นจึงเสียสิทธิการครองราชย์ไปอีกครั้ง
ทว่า ทุตโมซิสที่ 2 สิ้นพระชนม์ขณะที่รัชทายาทยังเยาว์นัก ดังนั้น พระนางฮัตเชปซุต (ผู้เป็นแม่เลี้ยง) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และหลังจากกุมอำนาจได้หลายปีด้วยความทะเยอทะยานพระนางจึงตัดสินพระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ในที่สุด
“ฮัตเชปซุต” ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามอน (รา) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ นอกจากนี้ พระนางยังทรงสร้างเสาโอบีลิกซึ่งเป็นแท่งหินสูงมียอดหุ้มด้วย เงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป
ฟาโรห์หญิงมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่า เซเนมุต (Senemut) และเชื่อกันว่าเป็นชู้รักของพระนาง ซึ่งเซเนมุทก็หายตัวไปพร้อมกับพระนางอย่างลึกลับ หลักฐานและบันทึกเกี่ยวกับพระนางถูกทำลายจนแทบไม่มีอะไรเหลือ
ส่วนวิหารฮัตเชปซุต (Temple of Hatsheepsut) อันเป็นหลุมพระศพของพระนาง (อย่างเป็นทางการ) นั้น อยู่ที่บริเวณหุบผากษัตริย์ในนครธีบส์ อันเป็นเมืองหลวงแห่งยุคอาณาจักรใหม่ (New kingdom) ช่วง 1539-1075 ปีก่อนคริต์ศักราช เต็มไปด้วยเสาหินทรายขนาดใหญ่จำนวนมาก เพื่อแสดงถึงอำนาจ ซึ่งมีวิหารประกอบพิธีศพคาอีร์ อัล บาห์รี (Dayr al - Bahri) เป็นสถาปัตยกรรมที่คงเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน
- ทีมโบราณคดีของรัฐบาลอียิปต์พร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยี ทั้งซีทีสแกน และรหัสพันธุกรรม ซึ่งมี "ฟัน" ซี่ที่หักเป็นร่องรอยสำคัญในการระบุตัวฟาโรห์หญิงที่ไม่มีผู้ใดพบพระศพมาก่อน
- มัมมีพระศพราชินีฮัตเชปซุต ที่คาร์เตอร์ (เจ้าเก่า) ผู้ค้นพบตุตันคาเมนเป็นผู้ค้นเจอ ร่าง 3 พันปีของหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอาณาจักรอียิปต์โบราณ
- พระนาม "ฮัตเชปซุต" มีความหมายว่า "ยอดขัตติยา"
- สื่อมวลชนให้ความสนใจกันล้มหลาม เพราะการค้นพบฟาโรห์ที่คนกล่าวขวัญถึง นับเป็นการค้นพบที่สุดยอดไม่แพ้การพบตุตันคาเมน
- "ราชินีมีเครา" รูปปั้นของพระนางฮัตเชปซุตมีหนวดเหมือนฟาโรห์ชาย นั่นเพราะพระนางทรงเครื่องเป็นชายตลอดเวลาว่าราชการ
- เสาโอบิลิสที่พระนางฮัตเซปซุตสร้างขึ้นไว้ในวิหารคาร์นักแกะจากหินแกรนิตสีชมพู หลังทุตโมซิสที่ 2 ครองราชย์ได้สร้างกำแพงขึ้นมาบังเสาของพระนาง
- หลุมพระศพของฮัตเชปซุตที่มีแต่โลงเปล่า จึงทำให้ต้องตามหากันหลายร้อยปี
ป้ายกำกับ: egypt
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2550 08:26 น.
เอพี/บีบีซีนิวส์ – ตามหาอยู่นาน "เส้นพระเกศา" ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งหายไปร่วม 30 ปี กลับพบประกาศขายบนอินเทอร์เน็ต เจ้าหน้าที่ตามรอยจับคนขายพร้อมยึดของกลางได้ และส่งคืนอียิปต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การประกาศขายของเก่าผ่านเว็บทำให้ทีมตามล่าโบราณวัตถุกลับคืนประเทศทำงานง่ายขึ้น
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ (Egyptian Museum) จัดแสดงวัตถุโบราณชิ้นล่าสุดที่ตามกลับคืนมาได้ เป็นเส้นพระเกศาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อายุกว่า 3,200 ปี หลังถูกขโมยหายสาบสูญไปในประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 30 ปีก่อน ระหว่างการส่งมัมมีพระศพไปรักษาสภาพ เมื่อ ปี ค.ศ.1976 จนกระทั่งทีมตามล่าสมบัติประจำชาติมาพบประกาศขายเส้นผมโบราณนี้อยู่ในอินเทอร์เน็ตเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ในราคา 2,000 ยูโร (ประมาณ 86,000 บาท)
ดร.ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า คาดไม่ถึงเลยว่าปอยผมมัมมี่ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์โบราณถูกนำมาประมูลขายอยู่ในอินเทอร์เน็ต
เมื่อทราบเบาะแสแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของฝรั่งเศสสามารถสืบหาและตามจับกุมคนร้าย ฌอง-มิเชล เดียโบลต์ (Jean-Michel Diebolt) เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ วัย 50 ปีได้พร้อมของกลางในบ้านของเขาเองที่เมืองเกรโนเบิล (Grenoble) โดยนายเดียโบลต์ ให้การว่าวัตถุโบราณชิ้นนี้เป็นของตกทอดมาจากบิดาผู้ล่วงลับ ซึ่งบิดาของเขาเคยเป็นหนึ่งในทีมนักวิชาการตรวจสอบมัมมี่ เมื่อครั้งถูกส่งมายังเมืองน้ำหอมเมื่อปี 1976
อาเหม็ด ซาลาห์ (Ahmed Salah) เจ้าหน้าที่โบราณคดีของอียิปต์ ได้เดินทางมายังฝรั่งเศสเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อนำเอาเส้นผมของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนกลับคืนสู่มาตุภูมิ เขากล่าวอย่างภาคภูมิว่า “เป็นภารกิจที่เยี่ยมยอดมาก ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างยิ่งขณะที่ในมือของผมมีเส้นพระเกศาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อยู่”
กษัตริย์รามเสสที่ 2 ปกครองอาณาจักรอียิปต์อยู่ในสมัย 1279-1213 ปีก่อนคริสตกาล นับเป็นฟาโรห์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ในยุคสมัยของพระองค์ถือเป็นยุครุ่งเรืองของอาณาจักร และเชื่อกันว่าอยู่ในยุคสมัยเดียวกับโมเสส (Moses) นอกจากนี้ยังพบวิหารและวัตถุโบราณในสมัยของพระองค์กระจายอยู่ทั่วประเทศอียิปต์
ทางด้าน ดร.ฮาวาสส์ หนึ่งในผู้ที่มีความยินดีอย่างยิ่งกับการคืนสู่มาตุภูมิของวัตถุโบราณล้ำค่าที่ถูกขโมยไปชิ้นนี้กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตสามารถช่วยตามหาวัตถุโบราณที่ถูกขโมยได้ด้วย
“ทางเราจะเข้าสืบค้นในอินเทอร์เน็ตทุกวัน ซึ่งเรามีสายสืบอยู่ทั่วโลก พวกเขาจะให้ข้อมูลแก่เราเมื่อพบเจอสิ่งของต่างๆที่ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในลักษณะแบบนั้นได้ และคุณเองก็สามารถเป็นสายสืบให้ทางเราได้เช่นกัน” ฮาวาสส์ กล่าว
ทั้งนี้ ยังมีสิ่งของล้ำค่าสมัยโบราณอีกมากมายที่ถูกขโมยไปจากประเทศอียิปต์ และยังอยู่ระหว่างการค้นหา รวมทั้งที่พบแล้วซึ่งปรากฏอยู่ในหลายๆประเทศและอยู่ระหว่างดำเนินการนำกลับสู่อียิปต์
- ดร.ซาไฮ ฮาวาสส์ (ซ้าย) และ ฟาโรก ฮอสนี (Farouk Hosni) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์ ตรวจดูเส้นผมส่วนหนึ่งของฟาโรห์รามเสสที่ 2 หลังนำกลับคืนจากประเทศฝรั่งเศส และนำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์คู่กลับมัมมี่กษัตริย์ผู้เป็นเจ้าของเส้นผมเหล่านี้
- ดร.ฮาวาสส์ กับรัฐมนตรีฮอสนี ร่วมมองดูการจัดตู้แสดงเส้นของผมกษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณที่นำกลับคืนมาได้ หลังจากถูกขโมยหายไปร่วม 30 ปี ช่างภาพสาวขณะกำลังถ่ายภาพปอยผมอายุ 3,200 ปี วัตถุโบราณชิ้นล่าสุดที่กับคืนสู่มาตุภูมิ
- เหล่าช่างภาพจากสื่อแหล่งต่างๆให้ความสนใจกับปอยผมของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองไอยคุปต์
- ปอยผมของกษัตริย์รามเสสที่ 2 ถูกบรรจุอยู่ในห่อพลาสติกใสอย่างดี และมีการรักษาสภาพของเส้นผมไว้ด้วยเรซินที่ใช้ในการทำมัมมี่ตามอย่างในสมัยโบราณ หยิบมาดูใกล้ๆ ให้เห็นกันชัดๆ
- มัมมี่ของกษัตริย์รามเสสที่2 จัดแสดงอยู่ในห้องโถงของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ในกรุงไคโร
- กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนไอยคุปต์ ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับดินแดนลุ่มน้ำไนล์แห่งนี้เมื่อราว 3,200 ปีก่อน
- นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเพ่งมองดูมัมมี่อย่างใจจดจ่อ
- รูปสลักโบราณของฟาโรห์รามเสสที่ 2
- อนุสาวรีย์ขนาดยักษ์ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ รามเสสที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณวิหารคานัค (Karnak temple)
- มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เมื่อครั้งถูกส่งไปรักษาสภาพที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1976 จนเกิดเหตุปอยผมถูกขโมย
- การประกาศขายปอยผมฟาโรห์รามเสสที่ 2 ปรากฏหราอยู่ในอินเทอร์เน็ต แต่ในที่สุด ก็ตามจับกุมตัวผู้ครอบครองวัตถุโบราณชิ้นนี้เอาไว้ได้พร้อมของกลาง
ป้ายกำกับ: egypt
ค้นพบรูปสลักเสด็จย่าของฟาโรห์ตุตันคาเมน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2549 07:55 น.
พระรูปของอาเมนโฮเทปที่ 3 ที่ค้นพบไปเมื่อปี 2002 ที่สุสานในเมืองลักซอร์ ซึ่งล่าสุดนักโบราณคดีสหรัฐฯ พบรูปสลักของพระมเหสี "ทีย์" อยู่ใกล้ๆ กัน
เอเยนซีส์ – ทีมนักโบราณคดีของสหรัฐฯ ได้ค้นพบรูปสลักที่มีใบหน้าเหมือนกับ “ราชินีทีย์” พระมารดาของฟาโรห์อเคนาเธนผู้เป็นพ่อของฟาโรห์ตุตันคาเมน
สภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) เปิดเผยว่า คณะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกินส์ (John Hopkins University) ของสหรัฐฯ ได้สำรวจพบรูปสลักของราชินีทีย์ (Queen Tiy) อยู่ใกล้ๆ กับที่ฟังพระศพของฟาโรห์เอเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) ในเมืองลักซอร์ (Luxor)
รูปสลักที่ค้นพบมีลักษณ์เป็นก้อนหินแกรนิตสีดำสูง 4.5 ฟุต และกว้าง 17 นิ้ว โดยรวมอยู่ในสภาพดี เพียงแต่ส่วนล่างที่เป็นเท้าแตกหายไป และบนก้อนหินดังกล่าวมีรอยสลักตัวอักษรไฮโรกลีฟิก 11 ตัวซึ่งมีความหมายถึงฟาโรห์เอเมนโฮเทป แห่งราชวงศ์ที่ 18
หลังฟาโรห์อาเมนเทปสิ้นพระชนม์ ราชินี ”ทีย์” ก็ขึ้นมาบริหารบ้านเมืองและส่งต่อให้พระโอรส ซึ่งราชินีทีย์สิ้นพระชนม์เมื่อ 1338 ปีก่อนคริสตศักราช มีโอรส-ธิดาทั้งสิ้น 6 พระองค์ ซึ่งรวมถึง “อเคนาเธน” (Akhenaten) หรือเอเมโฮเทปที่ 4 ซึ่งต่อมากลายเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์และอภิเษกกับพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) ผู้เลอโฉม พระบิดาของฟาโรห์หนุ่มตุตันคาเมนซึ่งโด่งดังที่สุด เพราะการขุดค้นมัมมี่พระศพที่สมบูรณ์พร้อมสุสานที่เต็มไปด้วยทองคำ
ป้ายกำกับ: egypt
อียิปต์เตรียมส่งหุ่นยนต์สำรวจมหาพีระมิดคูฟู ไขปริศนา 4,500 ปี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2548 23:03 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
"กีซา" มีหมู่ปิรามิดใหญ่อยู่สามรูปเรียงจากเล็กไปใหญ่ และใต้ไปเหนือ หน้าสุดคือปิรามิด Mycerinus (Menkaure) ส่วนอีก 3 อันเล็กๆ ที่อยู่หน้าสุดนั้นเป็นของราชินีและพระธิดา ส่วนปิรามิด Chephren (Khafre) ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 อยู่ในตำแหน่งไกลสุดในภาพ และที่ใหญ่ที่สุดในกีซาและใหญ่ที่สุดในอียิปต์ด้วยก็คือ Cheops(Khufu) (อันกลาง)
รูปปั้นน้อย ขนาดนิ้วก้อยที่ขุดเจอในสุสานจำนวนกว่า 400 ชิ้น โดยให้เป็นข้าทาสบริวารตามไปรับใช้ในชีวิตหลังความตาย
ดิ อินดีเพนด์เดนท์ - ทางการอียิปต์เตรียมส่งหุ่นยนต์มุ่งหน้าไขปริศนา 4,500 ปี “มหาพีระมิด” เมืองกีซา ผ่านช่องทางเดินแคบๆ 2 ช่อง หวังพิสูจน์ว่าเป็นกรุพระศพของฟาโรห์คีออปส์กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณจริงหรือไม่
ดร.ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ลุ้นการถ่ายทอดสดการสำรวจพีระมิดในเดือน ก.ย. ปี 2002 อยู่หน้าจอทีวีแบบลืมหายใจ เมื่อครั้งทีมงานนักอียิปต์วิทยาระดับโลกได้ส่งหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยชาวอเมริกันเข้าไปเจาะกลุ่มหินเพื่อเข้าไปสู่ช่องทางแคบๆ ที่จะนำเข้าไปในพีระมิด ซึ่งรถตีนตะขาบขนาด 200 ฟุต ได้เผยให้เห็นว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากประตูลงกลอนอีกบานหนึ่ง ณ ก้นห้องเล็กๆ และว่างเปล่า กล่าวว่า เขาจะทำการตรวจสอบหุ่นยนต์สำรวจตัวใหม่ภายในสัปดาห์นี้
สำหรับหุ่นยนต์ดังกล่าว ได้รับการออกแบบโดยทีมงานจากประเทศสิงคโปร์ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์หลักคือ การเจาะผ่านประตูบานที่ 2 และหินที่ตกลงมาขวางหน้าช่องทางเดินเส้นที่ 2 ไปให้ได้
“มันเป็นเรื่องสำคัญมากในการไขปริศนาของพีระมิด วิทยาศาสตร์ในด้านโบราณคดีก็ยิ่งสำคัญ คนทั่วโลกกำลังคอยการไขความลับนี้” ดร.ฮาวาสส์ กล่าวและว่า ภายหลังประตูบานที่ 2 จะต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ และมันจะพิสูจน์ว่า กรุพระศพของฟาโรห์คีออปส์ (CHEOPS) หรือ คูฟู (Khufu) อยู่ภายในพีระมิดนี้
ทั้งนี้ พีระมิดซึ่งสร้างโดยกษัตริย์ คีออปส์ ซึ่งรู้จักกันดีในนาม คูฟู ผู้มีพระชนม์ชีพเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล เคยถูกหัวขโมยเข้ามาปล้นทรัพย์สินภายในเมื่อหลายพันกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากการสำรวจล่าสุดสามารถค้นพบกรุพระศพจริง ก็จะส่งผลในหมายความว่า การสำรวจพีระมิดที่ผ่านมาทั้งหมดยังไม่มีการขุดพบกรุพระศพของฟาโรห์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ กรุพระศพของฟาโรห์จะนำไปสู่ห้องอีกห้องหนึ่งที่อยู่ตรงกลางของพีระมิดซึ่งจะนำไปสู่หีบพระศพที่ทำจากหินแกรนิตแดงอีกต่อหนึ่ง และภายในกรุพระศพของราชินีแห่งอียิปต์จะมีรูปปั้นของฟาโรห์คีออปส์ประดิษฐานอยู่ กระนั้นก็ไม่เคยถูกใช้งานเลยสักครั้ง เพราะพระศพของพระนางถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดเล็กกว่าซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ ซึ่งที่มหาพีระมิดนี้จะมีช่องทางแคบๆ เชื่อมต่อภายใน อยู่ 2 ช่องด้วยกันโดยการสำรวจพีระมิดมีขึ้นครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวเยอรมนี ในปี 1993 แต่ต้องมีอันพับไปเมื่อหุ่นยนต์ไม่สามารถจัดการกับหินปูนได้
รูดอลฟ์ กันเท็นบริงค์ (Rudolf Gantenbrink) หัวหน้าทีมวิจัยเยอรมันครั้งนั้น เผยบนหน้าเว็บไซต์ของเขาว่า เมื่อเบื้องหลังกองหินถล่มหน้าประตูบานที่ 2 เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปแล้ว เราก็จะทราบทันทีว่า ทำไมช่องทางเข้าที่อยู่ในระดับต่ำทั้ง 2 ช่องจึงถูกสร้างไว้อย่างพิเศษเพื่อให้มองไม่เห็น และในที่สุด เราจะพบกุญแจดอกสำคัญซึ่งหากันมาเนิ่นนานที่จะไขความลับทั้งหมดของพีระมิดคีออปส์
เมื่อกล่าวถึงช่องทางเดินแคบๆ ทั้ง 2 ช่อง ที่โผล่ออกมาจากกรุขนาด 8 นิ้วคุณ 8 นิ้ว ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ ยังคงเป็นปริศนาแก่นักโบราณคดีสืบมาตั้งแต่ได้มีการขุดพบพีระมิดในปี 1872 พวกเขาถึงกับตกตะลึงในความแปลกประหลาดของมหาพีระมิดคีออปส์ ในตอนแรก บรรดานักโบราณคดีต่างคิดว่า มันเป็นช่องลมระบายอากาศ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า มันน่าจะเป็นช่องทางผ่านของดวงวิญญาณของกษัตริย์ฟาโรห์ไปสู่ชีวิตหลังความตายตามความเชื่อโบราณมากกว่า
อย่างไรก็ดี หมู่พีระมิดแห่งเมืองกิซานี้ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมศพของพระเจ้าคีออปส์ซึ่งพระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นเองเมื่อก่อนคริสตกาลประมาณ 3,500 ปีนับอายุจนถึง ปัจจุบันก็กว่า 5,000 ปีล่วงมาแล้ว อยู่ที่กลางทะเลทรายห่างจากกรุง ไคโรเมืองหลวงแห่งอียิปต์ปัจจุบันประมาณ 4 ไมล์ พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 481.4 ฟุต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 450 ฟุต ฐานกว้าง 768 ฟุต
เชื่อกันว่าพีระมิดองค์นี้จะ ทนแดดทนฝนอยู่ได้อีกนานกว่า 5,000 ปี และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีอายุยืนยาว มาจนถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวมาจากทุกมุมโลกเดินทางไปอียิปต์เพื่อมาชมพีระมิดแห่งนี้เป็นจำนวนมากทุกปี
ป้ายกำกับ: egypt
"ซีทีสแกน" เผยพระพักตร์ฟาโรห์หนุ่ม “ตุตันคาเมน”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 พฤษภาคม 2548 08:02 น.
ฮาวาสส์ผู้ผลักดันและพยายามทดสอบทางวิทยาศาสตร์กับมัมมี่พระศพของคิงตุต โดยผลงานชิ้นล่าสุดคือแบบจำลองพระพักตร์ของฟาโรห์หนุ่ม (ที่เขากำลังชื่นชมอยู่ในภาพ) โดยนำมาตั้งไว้ข้างๆ โลงพระศพและหน้ากากทองของฟาโรห์น้อย
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพโครงที่ได้จากซีทีสแกน
โมเดลจากฝรั่งเศส ใช้ซิลิโคนสร้างขึ้นมา
แบบจำลองของอียิปต์เด่นที่คางและจมูก
ผลงานจากทีมสหรัฐฯ ใช้ปูนพลาสเตอร์
รูปปั้นพระพักตร์ชัดๆ แบบเติมสีสัน
วางเทียบเคียงกับหน้ากากทองคำที่โชว์ในพิพิธภัณฑ์
เอพี/เอเอฟพี/รอยเตอร์ – อียิปต์เผยภาพร่างพระพักตร์ "ฟาโรห์หนุ่มตุตันคาเมน" ภาพแรกหลังจากนำพระศพมัมมี ไปผ่านกรรมวิธีซีทีสแกน ให้ชาวโลกได้เห็นยุวกษัตริย์แห่งอัยคุปต์ที่โด่งดังที่สุด ทรงมีพระพักตร์ที่ยังเยาว์ แก้มอวบอิ่ม และมีลักษณะฟันที่เป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ ด้านพิพิธภัณฑ์ไคโรเตรียม "ฟื้นชีวิตให้ศพพันปี" โดยทำภาพจำลองยามเป็นคนของมัมมีติดข้างโลงของทุกร่างที่โชว์
พระศพมัมมีของฟาโรห์หนุ่ม “ตุตันคาเมน” (Tutankhamun) ซึ่งถูกขุดพบเมื่อปี 2465 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักขุดค้นชาวอังกฤษ ได้รับการอันเชิญไปสร้างรูปแบบจำลองของพระพักตร์ขึ้น โดยภาพแรกของพระองค์มาในรูปแบบหนุ่มน้อยใบหน้าเกลี้ยงเกลา ลักษณะหน้าตาดูนุ่มนวล จมูกเป็นสัน มีลักษณะฟันที่สบเหลื่อมกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของราชวงศ์ที่ 18 อีกทั้งดวงตาทางทีมงานยังวาดขอบรอบตาด้วยอายไลเนอร์สีดำเข้ม อันเป็นแบบฉบับที่ปรากฎบนใบหน้าของผู้คนในสมัยอียิปต์โบราณ
การสร้างแบบจำลองพระพักตร์ของยุวกษัตริย์แห่งตำนานพระองค์นี้ ใช้ทีมงานที่เป็นศิลปินนิติวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ถึง 3 ทีมจาก 3 ชาติด้วยกัน คือฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอียิปต์ โดยแต่ละทีมได้สร้างโมเดลพระพักตร์ของฟาโรห์วัยทีนที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อ 3,300 ปีก่อนด้วยภาพที่มีความละเอียดสูงประมาณ 1,700 ภาพจากเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
ทีมชาวอเมริกันและฝรั่งเศสร่วมสร้างรูปกะโหลกจากแบบพลาสติก ขณะที่ทีมจากอียิปต์ดึงผลที่ออกมาจากซีทีสแกนมาสร้างโครงกระโหลกโดยตรง ซึ่งจะต้องแยกแยะหาความแตกต่างความหนาของเนื้อเยื่อกับกระดูก โดยทีมจากฝรั่งเศสและอียิปต์พยายามที่จะสร้างภาพร่างของคิงตุตขึ้นมาใหม่ แต่ส่วนของทีมจากอเมริกันนั้มีแบบกะโหลกของฟาโรห์มาเป็นตัวอย่าง แต่ทางทีมงานไม่เปิดเผยว่านำมาจากไหน
อย่างไรก็ดี แบบจำลองของฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นภาพถ่ายที่ดูคล้ายกัน แต่ทีมจากสหรัฐฯ ได้ทำรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ออกมาดูเหมือนจริง ขณะที่ทีมจากเมืองน้ำหอมใช้แบบจำลองที่ทำจากซิลิโคน ในส่วนคางและริมฝีปากบนมีรายละเอียดแตกต่าจากทีมสหรัฐฯ ส่วนทีมของอียิปต์แบบจำลองมีความโดดเด่นที่จมูก ฟันกรามที่แข็งแรงและบริเวณคาง
ทางด้าน ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) ระบุว่า รูปร่างพระพักตร์และกระโหลกที่ทีมงานทำออกมานั้นมีลักษณะละม้ายคล้ายกับคิงตุตในวัยเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของโครงหน้า ตำแหน่งดวงตา และสัดส่วนของกะโหลก ซึ่งพระองค์เปรียบเสมือนตัวแทนเทพอาเตน หรือสุริยเทพอวตารลงมา
นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำซีทีสแกนมาใช้ศึกษากับมัมมีของอียิปต์ โดยจากการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ก็พบว่า ฟาโรห์องค์น้อย “ตุตันคาเมน” หรือที่เหล่านักโบราณคดีเรียกันสั้นว่า “คิงตุต” (King Tut) มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ที่แข็งแรง มีรูปร่างเล็กบาง สูง 5 ฟุต 6 นิ้ว และสิ้นพระชนม์เมื่ออายุประมาณ 19 พรรษา
การสแกนเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.48 โดยทีมงานจากทั้ง 3 ชาติได้ศึกษาและดำเนินการ อยู่ที่หุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ในลักซอร์ (Luxor) ซึ่งเป็นที่ที่ทางการอียิปต์ย้ายพระศพของฟาโรห์หนุ่มออกมาจากสุสานเป็นการชั่วคราว โดยพยายามสร้างแบบจำลองโครงพระพักตร์ของยุวกษัตริย์ที่ครองราชย์ตั้งแต่มีพระชนมายุ 9 พรรษาซึ่งไม่มีผู้ใดเคยเห็นและเคยทำแบบนี้มาก่อน
อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2511 นักโบราณคดีได้เปิดโลงไม้บรรจุพระศพมัมมีและทำการตรวจสอบซึ่งผลเอกซเรย์ครั้งนั้นพบว่ามีเศษกระดูกอยู่ในกะโหลกของพระองค์ ทำให้ข้อสันนิษฐานว่าฟาโรห์ตุตันคาเมนน่าจะถูกปลงพระชนม์ แต่ทว่าผลการตรวจพระศพมัมมีอายุ 3,300 ปีเมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านโดยใช้คอมพิวเตอร์แบบแคทสแกน (CAT scan – การกราดภาพตัดขวางโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย) ชี้ว่าพระองค์น่าจะกระดูกหัก และเกิดแผลติดเชื้อจนสิ้นพระชนม์
นอกจากนี้ นักโบราณคดีเชื่อว่า ”ฟาโรห์ตุตันคาเมน” เป็นกษัตริย์องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ของอาณาจักรอียิปต์โบราณ ซึ่งการขุดพบพระศพของพระองค์ในปี 2465 สร้างความประหลาดใจให้กับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะขุมทรัพย์ในดินที่ขุดพบมีมูลค่ามหาศาลไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ล้วนเป็นทองคำ หินล้ำค่าต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความมั่งคั่งและฝีมืออันปราณีตของราชสำนักฟาโรห์
ทั้งนี้ ฮาวาสส์ได้ตั้งโครงการ 5 ปีในการสแกนมัมมีทุกร่างที่รู้จักในอียิปต์ รวมถึงมัมมีพระศพของราชวงศ์ต่างๆ ที่แสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์กรุงไคโร โดยจะนำภาพที่ได้จากการสแกนและสร้างรูปร่างหน้าตาจำลอง มาตั้งแสดงข้างๆ กับร่างมัมมีทุกร่างในพิพิธภัณฑ์ให้ผู้เข้าไปชมให้เห็นหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นของเจ้าของร่าง ซึ่งนับเป็นการทำให้มัมมีที่ตายไปแล้วกลับขึ้นมามีชีวิตเป็นครั้งแรก
ป้ายกำกับ: egypt
นักโบราณคดีอียิปต์โชว์ “มัมมี 2,300 ปี” สวยสุดเท่าที่เคยพบมา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2548 13:57 น.
ฮาวาสส์ พร้อมกับร่างมัมมี่ที่เชื่อว่าสวยงามที่สุดเท่าที่เคยขุดพบมา (ในอียิปต์)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หน้ากากที่ทำจากทองคำอย่างดี แสดงให้เห็นถึงฐานะของเจ้าของร่าง
สีสันลวดลายที่เพนท์บนโลง ชี้ถึงความรุ่งเรืองของฟาโรห์และอารยธรรม
ภาพโลงชั้นในซึ่งทำจากไม้
บริเวณที่ขุดพบมัมมี่สีสันสวยงาม ในเขตเมืองซัคคารา
เอพี/รอยเตอร์ - อียิปต์โชว์มัมมีโบราณอายุกว่า 2,300 ปี ขุดพบบริเวณเมืองซัคคารา แม้ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นใครและตายอย่างไร แต่เชื่อว่าอยู่ในราชวงศ์ที่ 30 ร่างมัมมียังสมบูรณ์ตกแต่งลายผ้าด้วยสีสันสวยงาม พร้อมหน้ากากทำจากทองคำอย่างดี สะท้อนความรุ่งเรืองแห่งอียิปต์โบราณ ทางสภาโบราณสถานอียิปต์ระบุ “เป็นมัมมีที่สวยที่สุด”
นักโบราณคดีอียิปต์โชว์มัมมีอายุ 2,300 ปีที่ขุดพบ ณ หมู่ปิรามิดซัคคารา (Saqqara) ทางตอนใต้ของกรุงไคโร ซึ่งมัมมีร่างดังกล่าวอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มีหน้ากากทองคำ พร้อมด้วยเทวรูปทั้งเทพและเทวีต่างๆ สีสันหลากหลายรายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นร่างของใครในราชวงศ์ที่ 30 โดยหีบศพโบราณที่ทำจากหินโลงนี้ฝังอยู่ในทรายลึกลงไป 20 ฟุต
”พวกเราเชื่อว่านี่เป็นมัมมีที่สวยที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาในอียิปต์” ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) เปิดเผยขณะที่กำลังช่วยทีมงานขุดค้น และเปิดฝาโลงโชว์สิ่งที่พวกเขาค้นพบ ซึ่งฮาวาสส์อธิบายอีกว่าผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อระบุว่าร่างดังกล่าวน่าจะเป็นของใคร และเจ้าของร่างที่เพิ่งขุดพบนี้มีชีวิตอยู่และตายอย่างไร เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะเปิดเผยรายละเอียดดังกล่าวได้
มัมมีร่างนี้ นักอัยคุปต์วิทยาพบเมื่อ 2 เดือนก่อน จากนั้นมัมมีร่างดังกล่าวถูกนำมาโชว์ที่พิพิธภัณฑ์อิมโฮเทป (Imhotep) ในเมืองซัคคารา (อิมโฮเทป น่าจะได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก" เพราะเกิดก่อน “เทลีส” (Theles) นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งคว้าตำแหน่งนี้ไปครอง (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 624 ถึงปี 546 ก่อนคริสตศักราช) ถึง 2,000 ปี อิมโฮเทปออกแบบและควบคุมการสร้างปิรามิดแบบขั้นบันได ที่หมู่บ้านซัคคาราใกล้ ๆ กับเมืองเมมฟีส ของอียิปต์โบราณ อิมโฮเทปยังได้รับการยกย่องว่า มีความรู้ใน ด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการแพทย์โบราณ จนกระทั่งได้รับการยกย่อง โดยชาวอียิปต์รุ่นต่อมาว่า เป็นเสมือนหนึ่งเทพเจ้าแห่งการแพทย์)
ทั้งร่างของมัมมีที่ทางการอียิปต์เพิ่งเปิดเผยนี้ มีผ้าปกคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสมบูรณ์ด้วยผ้าที่มีสีสันสดใสและตกแต่งด้วยลายกราฟิกอย่างสวยงาม อีกทั้งยังมีภาพเทวีมะอัต (Maat) เทพแห่งความยุติธรรมและความซื่อสัตย์ (บางครั้งปรากฏในรูปของเทพี ทรงเป็นเทพผู้ซึ่งถือขนนกไว้ในพระหัตถ์ เพื่อไว้ใช้ชั่งกับหัวใจของผู้ที่ผ่านพิธีในคัมภีร์มรณะ) นอกจากนี้ผ้าบนร่างมัมมียังมีภาพโอรสทั้ง 4 ของเทพฮอรัส (Horus) ที่มีหัวเป็นเหยี่ยวป่า (เป็นโอรสของโอสิริสและไอซิส) และภาพแสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมการทำมัมมี
”มัมมีร่างนี้สร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยศิลปินทำร่างและวาดภาพบนผ้าห่อมัมมีนั้น แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมอียิปต์โบราณ ด้วยการใช้สีสันสวยงามจนตรึงตาและยังวาดเส้นลายกราฟิกที่ใบหน้า พร้อมด้วยหน้ากากที่ทำจากทองคำอย่างดี” ฮาวาสส์อธิบาย และระบุว่าดูจากตำแหน่งที่ฝังศพแล้วเชื่อว่าเจ้าของมัมมีร่างนี้มีฐานะร่ำรวย
นอกจากนี้ เมื่อ 2 เดือนที่แล้วยังมีการค้นพบปิรามิดที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนในเขตซัคคาราอีกด้วย ซึ่งเมืองซัคคารานี้ห่างจากไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ไปทางตอนใต้ประมาณ 12 ไมล์ และเป็นอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม เพราะมีวัด หลุมศพ และสุสานอีิยิปต์โบราณมากมาย ซึ่งความโดดเด่นของปิรามิดในเมืองซัคคาราก็คือ “ปิรมิดขั้นบันได” (Step Pyramid) หรือ “ซิกกูรัต” (Ziggurat) ออกแบบโดยอิมโฮเทป สร้างถวายให้ ฟาโรห์ซอสเซอร์ (Zoser) ทำด้วยหินทรายมีอายุประมาณ 2,750 ปีก่อนคริสตกาล
ป้ายกำกับ: egypt
ปิดคดีฆาตกรรม 3,000 ปี "ตุตันคาเมน" ไม่ได้ถูกปลงพระชนม์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2548 18:58 น.
ภาพสแกนแสดงให้เห็นเศษกระดูกในกะโหลกศีรษะ
เอเอฟพี-เทคโนโลยีทันสมัยช่วยไขปัญหาคาใจของผู้คนในวงการประวัติศาสตร์และผู้สนใจเรื่องราวชวนพิศวงของอาณาจักรไอยคุปต์โบราณ เมื่อผลการตรวจสอบโดยใช้แคทสแกนชี้ว่า ยุวกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์เมื่อ 3,000 ปีก่อน น่าจะสิ้นพระชนม์เพราะ "ขาหัก" มากกว่าจะถูกปลงพระชนม์ด้วยธนูอย่างที่เชื่อกัน
ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's Supreme Council of Antiquities) ผู้นำการศึกษาเผยว่า ฟาโรห์ตุตันคาเมนน่าจะสิ้นพระชนม์จากบาดแผลที่ติดเชื้อ โดยผลการตรวจพระศพมัมมี่อายุ 3,300 ปีโดยใช้คอมพิวเตอร์แบบแคทสแกนชี้ว่า พระองค์น่าจะกระดูกหักไม่นานก่อนสิ้นพระชนม์
แม้คณะทำงานจะมีความเห็นขัดแย้งกันบ้างในรายละเอียดที่ได้จากการตรวจสอบ สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันก็คือตุตันคาเมนไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะถูกปลงพระชนม์ตามที่เชื่อกันมานาน
“ตุตันคาเมน” หรือ "ตุตันคามุน" (Tutankhamun/Tutankhamen) เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนมายุเพียง 10 ชันษา ทรงเป็นกษัตริย์อียิปต์โบราณในช่วงปี 1334 - 1323 ก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเตน” อันหมายถึงเทพอาเตน หรือสุริยเทพอวตารลงมา
ทั้งนี้ พระราชบิดาของพระองค์คือ “เอเมนโฮเทปที่ 4” ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “อาเคนาเตน” ด้วยความศรัทธาใน “เทพอาเตน” เป็นอย่างมาก โดยยัดเยียดและปฏิรูปศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งแต่เดิมนั้นประชากรอียิปต์นับถือพระเจ้าหลายองค์ (พหุเทวนิยม) โดยมีเหล่านักบวช เป็นผู้ดูแลทำพิธีในวิหารต่างๆ
แต่อาเคนาเตน ได้นำเอาศาสนาพระเจ้าองค์เดียว (เอกเทวนิยม) คือ สุริยเทพอาเตนเข้ามา ซึ่งหลังจากอาเคนาเตนสิ้นพระชนม์ลง ศาสนสถานและชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาเตน” จึงถูกลบออกไป รวมทั้งพระนามของ “ตุตันคาเตน” ที่เปลี่ยนมาเป็น “ตุตันคาเมน”
ตุตันคาเมนสิ้นพระชนม์เมื่อ 18 ชันษาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อกันว่าฟาโรห์หนุ่มองค์นี้ถูกลอบปลงพระชนม์โดยสังฆราชอัย นักบวชชั้นสูงซึ่งครองตำแหน่งผู้นำทางการทหารด้วย และต่อมาได้สถาปนาตัวเองเป็นฟาโรห์สืบราชสมบัติ
ภาพสแกนทั้งร่างของพระศพมัมมี่ตุตันคาเมน
เมื่อปี 1968 นักโบราณคดีได้เปิดโลงไม้บรรจุพระศพมัมมี่และทำการตรวจสอบ ซึ่งผลเอกซเรย์ครั้งนั้นพบว่ามีเศษกระดูกอยู่ในกะโหลกของพระองค์ ซึ่งทำให้น่าเชื่อว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์ด้วยธนู แต่รายงานล่าสุดหลังมีการเคลื่อนย้ายพระศพฟาโรห์ไปตรวจสอบที่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโรเป็นครั้งแรกยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานว่าตุตันคาเมนต้องธนูที่กะโหลกศีรษะด้านหลังและไม่มีหลักฐานของการทำร้ายร่างกายอื่นๆ
ตามข้อมูลผลการตรวจสอบกะโหลกศีรษะ กระดูกหน้าอก และกระดูกส่วนอื่นๆ อีก 2 ชิ้น เศษกระดูกในกะโหลกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงดองพระศพ โดย "ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บก่อนเสียชีวิต" นอกจากนี้ยังชี้ว่ารอยแตกที่กระดูกต้นขาด้านซ้ายเป็นหลักฐานว่าขาซ้ายของฟาโรห์หักก่อนสิ้นพระชนม์
"แม้ว่าตัวบาดแผลจะไม่เป็นอันตรายถึงตาย แต่ก็อาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน" รายงานระบุ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยบางคนไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ พวกเขาเชื่อว่ารอยแตกที่กระดูกอาจเกิดขึ้นในภายหลังด้วยฝีมือของนักโบราณคดี ไม่ว่ารอยแตกที่กระดูกนั้นจะเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ฮาวาสส์แสดงความมั่นใจว่าตุตันคาเมนไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์แน่
"คดีนี้ปิดแล้ว เราไม่ควรจะรบกวนพระศพอีกต่อไป ไม่มีหลักฐานว่ายุวกษัตริย์พระองค์นี้ถูกปลงพระชนม์"
คำสาปฟาโรห์
ด้วยระยะเวลาอันสั้นในการครองราชย์ทำให้กษัตริย์พระองค์น้อยทรงไม่มีภารกิจใดมากนัก ที่สำคัญหลังสิ้นพระชนม์ทรงถูกกษัตริย์องค์ต่อมาลบทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งพระนามของตุตันคาเมนออกจากรายนามพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ทำให้ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดรู้จักพระนามของพระองค์เลย
“โฮเวิร์ด คาร์เตอร์” (Howard Carter) นักโบราณวิทยาชาวอังกฤษและ “ลอร์ด คาร์นาร์วอน” (Lord Carnarvon) ผู้สนับสนุนทางการเงิน เป็นคณะแรกที่ได้เข้าสู่สุสานของตุตันคาเมนในหุบผากษัตริย์ เมืองลักซอร์ ในวันที่ 4 พ.ย. 1922 โดยคาร์เตอร์ใช้เวลาถึง 10 ปี ในการขุดค้นสุสานและค้นพบห้องเก็บพระศพ โลงพระศพที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์
แม้ตุตันคาเมนจะไม่ใช่กษัตริย์องค์สำคัญ แต่สุสานของพระองค์มีเครื่องประกอบพิธีศพที่หาค่าไม่ได้เนื่องจากพระศพและสุสานที่สร้างขึ้นไม่ได้สลักชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ จึงรอดพ้นเงื้อมมือโจรที่คอยปล้นและทำลายสุสานไปได้ และทำให้ทุกอย่างยังคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ทำให้การค้นพบในครั้งนี้นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลก
แต่สิ่งที่ร่ำลือกันมากกว่าสิ่งใดสำหรับสุสานฟาโรห์หนุ่มองค์นี้คือ คำสาป ที่นักบวชไอยคุปต์บรรจงสลักไว้ในสุสานของตุตันคาเมน “มรณะจักโบยบินมาสังหารสู่ผู้บังอาจรังควานสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์”
ข้อความที่ขลังและเปี่ยมด้วยอาถรรพณ์นี้ ทำให้มีการตายอย่างน่าพิศวงซึ่งเชื่อกันว่าเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์คำสาป และนับแต่สุสานถูกเปิดผู้ร่วมพิธีเปิดเสียชีวิตไป 22 คนและนับจากนั้นแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรหากแต่เมื่อครั้งใดที่ฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกรบกวนก็ย่อมจะมีผู้ที่สังเวยต่อคำสาปอันลี้ลับนี้เสมอมา รวมถึงลอร์ดคาร์นาร์วอน เจ้าของทุนในการขุดค้นสุสานก็เสียชีวิตลงหลังจากถูก “ยุงกัด”
ป้ายกำกับ: egypt
อียิปต์ขุดสุสานมัมมีทองคำ เชื่อมีมากมาถึง 10,000 ร่าง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2547 20:54 น.
โลงศพหินปูนของนักบวชชั้นสูงทรงอิทธิพลในสมัยราชวงศ์ที่ 26
อาราบิกนิวส์/มิดเดิลอีสต์ไทม์/เอเอฟพี - ทีมนักโบราณคดีอียิปต์เปิดสุสานมัมมีครั้งใหญ่ ล่าสุดพบมัมมีทองคำ 20 ร่าง เชื่อที่ฝังร่างชาวไอยคุปต์โบราณจุศพไว้มากถึง 10,000 ร่าง
ฟาโรก ฮอสนี (Farouk Hosni) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์ ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้พบมัมมีเพิ่มขึ้นอีก 20 ร่าง ณ บริเวณ “หุบผามัมมีทองคำ” หรือ “วอลเลย์ ออฟ เดอะ โกลเดน มัมมี” (Valley of the Golden Mummies) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ค้นพบมัมมีลักษณะเดียวกันไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งการขุดพบชุดนี้ทำให้จำนวนมัมมีทองคำที่ขุดเพิ่มขึ้นมาเป็น 234 ร่าง
มัมมี่ทองคำ 9 ร่างที่เพิ่งแถลงข่าวการขุดพบเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ภารกิจในการขุดค้นหุบผามัมมีทองคำนี้นำโดยซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Council of Antiquities : SCA) ก็ยังค้นพบเหรียญสัมฤทธิ์ 50 เหรียญในบริเวณที่ขุดค้นด้วย ซึ่งฮอซินีอธิบานว่าชาวอียิปต์โบราณฝังศพไว้กับเงินเพราะเชื่อว่าจะได้นำไปจ่ายค่าเรือเที่ยวพิเศษ ที่นำทางไปสู่โลกหลังความตาย
นอกจากนี้ ยังมีอีกทีมสำรวจที่บริเวณชีคห์ ซอบี (Sheikh Sobi) ที่อยู่ในเมืองอัล-บาไวตี (Al-Baweiti) ในแถบโอเอซิสบาฮาริยะห์ (Bahreya Oases) ได้ค้นพบสุสานอีกแห่งหนึ่ง โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นของตระกูลนักบวชชั้นสูงนามว่า “บาดี ไอซิซ” (Badi Isis) ซึ่งเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลในช่วงราชวงศที่ 26 ของอียิปต์หรือ 500 ปีก่อนคริสตกาลโดยสุสานดังกล่าวขุดลึกลงไป 5 เมตร เก็บโลกศพโบราณที่ทำจากหินปูน และเครื่องปั้นดินเผาชุดหนึ่ง ซึ่งหีบศพโบราณโลงนี้เคยถูกเปิดไปแล้ว และคาดว่าจะไม่พบซากมัมมีในโลงนั้น
หุบผามัมมีทองคำนี้อยู่ใกล้กับในโอเอซิส บาฮาริยะห์ ประมาณ 375 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกของเมืองไคโร ประเทศอียิปต์ ทั้งนี้นักโบราณคดีชาวอียิปต์เชื่อว่าในหุบเขาแห่งนี้จะมีมัมมีอายุราว 2,000 ปีอยู่ประมาณ 10,000 ร่างเลยทีเดียว
นักโบราณคดีในทีมที่ขุดค้นหุบผามัมมี่ทองคำ กำลังตรวจสอบซากมัมมี่ที่ขุดพบ
มัมมี่ที่สวมหน้ากากทองคำ นอนอย่างสงบนิ่งในสุสสาน
โครงกระดูกมัมมี่อายุ 2,000 ปี
ซาไฮ ฮาวาสส์ กำลังตรวจสอบสภาพมัมมี่ที่เพิ่งขุดพบ
ป้ายกำกับ: egypt
ใช้ "แคท สแกน" ค้นอดีต หาเหตุสิ้นพระชนม์ฟาโรห์น้อย “ตุตันคาเมน”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤศจิกายน 2547 04:59 น.
โลงพระศพของฟาโรห์มีทั้งหมด 3 ชั้น และนี่เป็นโลงชั้นในสุดของตุตันคาเมน ทำด้วยทองหนัก 110 กิโลกรัม เพื่อแสดงแสนยานุภาพในความเป็นเจ้าแห่งนครตามธรรมเนียม
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พระศพมัมมีของตุตันคาเมน ที่กำลังจะได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุการสิ้นพระชนม์ที่แท้จริง
หน้ากากทองคำหนัก 10 กิโลกรัมที่สวมพระศพกษัตริย์หนุ่ม
ด้านหลังของหน้ากาก ซึ่งเมื่อแรกพบนักโบราณคดีได้ถอดหน้ากากออกจากพระศพก็พบว่ามียางสนหรือเรซินฉาบไว้บนพระพักตร์
ฟิล์มเอ็กซเรย์กะโหลกรอบแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่มีร่องรอยวัตถุบางอย่างอยู่ใน โดยนักโบราณคดีส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นลูกศรจากการลอบปลงพระชนม์ ขณะที่อีกหลายๆ คนเชื่อว่าน่าจะเป็นยางสนซึ่งใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำมัมมีคั่งค้างอยู่
สมัยที่คาร์เตอร์และลอร์ดคาร์นาร์วอนกำลังขุดค้นสุสานยุวกษัตริย์
รอยเตอร์/ผู้จัดการออนไลน์ – อียิปต์เตรียมย้ายพระศพมัมมี “ตุตันคาเมน” สู่ไคโร พร้อมทำแคทสแกน เพื่อค้นหาเหตุที่ทำให้ยุวกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรอียิปต์อันยิ่งใหญ่เมื่อ 3,000 ปีก่อนต้องสิ้นพระชนม์ทั้งที่ยังทรงพระเยาว์นัก ซึ่งข้อสงสัยล่าสุดคือถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยลูกธนู
ฟาโรก โฮสนี (Farouk Hosni) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยผ่านสำนักข่าวตะวันออกกลาง (Middle East News Agency : MENA) ของอียิปต์ว่า เขาเห็นชอบให้เคลื่อนย้ายพระศพมัมมีฟาโรห์ตุตันคาเมนออกจากโลงพระศพ มาสู่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโร เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการสิ้นพระชนม์ที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันพระศพอยู่ ณ เมืองลักซอร์ (Luxor) ทางตอนใต้ของอียิปต์ แต่ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่รวมถึงหน้ากากทองคำที่ครอบพระพักตร์ไว้ถูกแยกออกไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ไคโร
ทั้งนี้ ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบครั้งนี้จะใช้การแคท สแกน (CAT scan – การกราดภาพตัดขวางโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย) ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์แบบ 3 มิติ เพื่อหาหลักฐานว่าอะไรกันแน่ที่คร่าชีวิตกษัตริย์น้อย ซึ่งพระศพมัมมีของตุตันคาเมนที่ยังเหลืออยู่ประกอบด้วย กะโหลก หน้าอก และกระดูกส่วนอื่นๆ โดยจะเคลื่อนย้ายภายปลายเดือน พ.ย.นี้ และเชื่อว่าการตรวจสอบจะเสร็จก่อนสิ้นปี
”พวกเราจะได้รู้กันว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยโรคอะไร และยังจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพระองค์มีพระชนมายุเท่าไหร่ แม้กระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังไม่แน่ใจว่าพระองค์สิ้นพระชมน์ตามปกติหรือถูกปลงพระชนม์” ฮาวาสส์เผย แต่ว่าพระศพมัมมีของพระองค์ประดิษฐานไว้ในโลงไม้ ซึ่งเมื่อปี 2511 (1968) นักโบราณคดีได้เปิดขึ้นและเอ็กซเรย์พบว่ามีสะเก็ดหินอยู่ในกะโหลกของพระองค์ ซึ่งทำให้น่าเชื่อว่าทรงถูกปลงพระชนม์ด้วยธนู และผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งก็คือนักบวชชั้นสูงซี่งครองตำแหน่งผู้นำทางการทหารด้วย และตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระศพมัมมีอีกเลย
สำหรับพระศพของตุตันคาเมนนั้น “โฮเวิร์ด คาร์เตอร์” (Howard Carter) นักโบราณวิทยาชาวอังกฤษและ “ลอร์ด คาร์นาร์วอน” (Lord Carnarvon) ผู้สนับสนุนทางการเงิน เป็นคณะแรกที่ได้เข้าสู่สุสานของพระองค์ในหุบผากษัตริย์ เมืองลักซอร์ (Valley of the Kings) ในวันที่ 4 พ.ย.2465 (ค.ศ.1922) โดยคาร์เตอร์ใช้เวลาถึง 10 ปี ในการขุดค้นสุสานและค้นพบห้องเก็บพระศพ โลงพระศพที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ แม้ตุตันคาเมนจะไม่ใช่กษัตริย์องค์สำคัญ แต่สุสานของพระองค์มีเครื่องประกอบพิธีศพที่หาค่าไม่ได้ และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา การค้นพบในครั้งนี้นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลก
“ตุตันคาเมน” (หรือตุตันคามุน : Tutankhamun/Tutankhamen) เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนม์เพียง 10 ชันษา ทรงเป็นกษัตริย์อียิปต์โบราณในช่วงปี 1334 - 1323 ก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเตน” (Tutankhaten) อันหมายถึงเทพอาเตน (Athen) หรือสุริยเทพอวตาลลงมา
ทั้งนี้ พระราชบิดาของพระองค์คือ “เอเมนโฮเทปที่ 4” (Amenhotep IV) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “อาเคนาเตน” (Akhenaten) ด้วยความศรัทธาใน “เทพอาเตน” เป็นอย่างมาก โดยยัดเยียดและปฏิรูปศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งแต่เดิมนั้นประชากรอียิปต์นับถือพระเจ้าหลายองค์ (พหุเทวนิยม) โดยมีเหล่านักบวช เป็นผู้ดูแลทำพิธีในวิหารต่างๆ แต่อาเคนาเตน ได้นำเอาศาสนาพระเจ้าองค์เดียว (เอกเทวนิยม) คือ สุริยเทพอาเตนเข้ามา ซึ่งหลังจากอาเคนาเตนสิ้นพระชนม์ลง ศาสนสถานและชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาเตน” จึงถูกลบออกไป รวมทั้งพระนามของ “ตุตันคาเตน” ที่เปลี่ยนมาเป็น “ตุตันคาเมน”
ตุตันคาเมนสิ้นพระชนม์เมื่อ 18 ชันษาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อกันว่าฟาโรห์หนุ่มองค์นี้ถูกลอบปลงพระชนม์โดยสังฆราชอัย (Ay หรือ Ai) ซึ่งต่อมาสถาปนาตัวเองเป็นฟาโรห์สืบราชสมบัติ และด้วยระยะเวลาอันสั้นในการครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์น้อย ทำให้ทรงไม่มีภารกิจใดมากนัก ที่สำคัญหลังสิ้นพระชนม์ทรงถูกกษัตริย์องค์ต่อมาลบทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งพระนามของตุตันคาเมนออกจากรายนามพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ทำให้ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดรู้จักพระนามของพระองค์เลย
ที่สำคัญ เมื่อคาร์เตอร์ และลอร์ด คาร์นาวอน ได้ค้นพบสุสานของตุตันคาเมนในอีก 3,000 ปีให้หลัง ก็พบว่ามีทองคำและของมีค่ามากมาย เนื่องจากพระศพและสุสานที่สร้างขึ้นไม่ได้สลักชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ จึงรอดพ้นเงื้อมมือโจรที่คอยปล้นและทำลายสุสานไปได้ และทำให้ทุกอย่างยังคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
แต่สิ่งที่ร่ำลือกันมากกว่าสิ่งใดสำหรับสุสานฟาโรห์หนุ่มองค์นี้คือ คำสาป ที่นักบวชไอยคุปต์บรรจงสลักไว้ในสุสานของตุตันคาเมน “มรณะจักโบยบินมาสังหารสู่ผู้บังอาจรังควานสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์” ข้อความที่ขลังและเปี่ยมด้วยอาถรรพณ์นี้ ทำให้มีการตายอย่างน่าพิศวงซึ่งเชื่อกันว่าเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์คำสาป และนับแต่สุสานถูกเปิดผู้ร่วมพิธีเปิดเสียชีวิตไป 22 คนและนับจากนั้นแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรหากแต่เมื่อครั้งใดที่ฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกรบกวนก็ย่อมจะมีผู้ที่สังเวยต่อคำสาปอันลี้ลับนี้เสมอมา รวมถึงลอร์ดคาร์นาร์วอน เจ้าของทุนในการขุดค้นสุสานก็เสีบชีวิตลงหลังจากถูก “ยุงกัด”
ป้ายกำกับ: egypt
"มัมมี่สัตว์เลี้ยง" ชาวอียิปต์ดูแลอย่างดี ไม่แพ้ร่างคน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2547 16:42 น.
ซากมัมมี่ "แมว" (ภาพบน) และ "เหยี่ยว" (ภาพล่าง) ที่ชาวอียิปต์โบราณนำมาพันไว้เป็นอย่างดีด้วยความประณีต เพื่อให้ตามไปเป็นเพื่อนในโลกหน้า
ดูภาพ "มัมมี่แมว" กันแบบชัดๆ นำมาจากพิพิธภัณฑ์ในเมืองลิเวอร์พูล
ส่วนนี่เป็นภาพ "มัมมี่เหยี่ยว" ที่ดูแทบไม่ออกว่าเป็นห่ออะไรกันแน่ แต่เห็นผลงานการห่อแล้ว ต้องยอมรับว่าเนี๊ยบจริงๆ ขนาดผ่านมาหลายพันปี ร่องรอยยังงดงาม
"มัมมี่แมว" อีกชุดหนึ่งที่มีวิธีการพันร่างที่ต่างกันไป แล้วแต่สไตล์หรือสูตรลับของแต่ละคน
"เทพีบัสเตต" ครึ่งบนเป็นแมวครึ่งล่างเป็นคน จึงทำให้ "แมว" กลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอียิปต์ไป
บีบีซีนิวส์ /เนชันแนลจีโอกราฟิก – ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เพียงแค่นำร่างมนุษย์ไร้วิญญาณมาทำ “มัมมี่” เท่านั้น แต่ยังนำศพสัตว์อื่นๆ มาทำพิธีเดียวกันกับมนุษย์ เพื่อให้ติดตามไปโลกหน้า เพราะสัตว์บางชนิดไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยงธรรมดา แต่เป็นเสมือนเทพเจ้า ดังนั้นการทำ “มัมมี่สัตว์” จึงมีความละเอียดประณีตพอๆ กับการดองมัมมี่มนุษย์
”ชาวอียิปต์โบราณก็สนอกสนใจชีวิตหลังความตายของสัตว์เลี้ยงหลายๆ ชนิดมากพอๆ กับตัวของพวกเขาเอง เมื่อสัตว์เลี้ยงของชาวอียิปต์ตายลง อวัยวะต่างๆ ภายในตัวก็จะถูกนำออกมาอย่างนิ่มนวล โดยการผ่าตัดและพันกลับคืนอย่างปรานีต จากนั้นเครื่องในต่างๆ ก็จะถูกนำไปผสมน้ำยาเคมีมากมายหลายชนิด รวมทั้งขี้ผึ้งและน้ำมันดิน”
ข้อค้นพบดังกล่าว รายงานโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) ผ่านวารสาร “เนเจอร์” (Nature) ฉบับล่าสุด โดยเปิดประเด็นว่า ชาวอียิปต์ต่างรู้วิธีการทำมัมมี่สัตว์ชนิดต่างๆ มากมายไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงน่ารัก แต่รวมถึงวัว จระเข้ แมงป่อง งู หรือแม้กระทั่งมัมมี่สิงโต ก็มีบ้างในบางโอกาส
ก่อนหน้านี้ในวงการการศึกษาเรื่องราวของอียิปต์ มีความคิดกันว่า “การทำมัมมี่สัตว์” นั้น ชาวอียิปต์ผู้ดองศพจะใช้เวลาสั้นๆ และมีความละเอียดอ่อนน้อยกว่าทำกับร่างมนุษย์ โดยห่อด้วยผ้าลินินชนิดหยาบ และจุ่มลงในถังดองที่มีส่วนผสมของน้ำมันยางหรือเรซินเพียงเท่านั้น
แต่ทว่า ทีมงานของ ศ.ริชาร์ด เอเวอร์เชด (Richard Evershed) นักเคมีอินทรีย์จากบริสตอลกำลังจะล้มข้อสมมติฐานเดิมว่ามันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยหลังจากวิเคราะห์ซากมัมมี่สัตว์ที่เหลืออยู่ และดูการห่อตัวอย่างมัมมี่สัตว์ 4 ร่าง ได้แก่ เหยี่ยว 2 ตัว แมว 1 ตัวและนกช้อนอีก 1 ตัว จากพิพิธภัณฑ์เมืองลิเวอร์พูล โดยมัมมี่เหยี่ยวและแมวพบว่าน่าจะถูกดองในช่วงประวัติศาสาตร์อียิปต์ แต่มัมมี่นกช้อนเชื่อว่าอยู่ในช่วงกรีก-โรมัน (Greco-Roman period) หรือระหว่างปี 332 ก่อนคิรสตศักราช – ปี ค.ศ.395
นักวิจัยได้วิเคราะห์เนื้อเยื่อและร่องรอยการห่อตัวอย่างเหล่านี้ ด้วยกรรมวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบของสารผสมที่ซับซ้อนที่ระเหยได้ หรือ “ก็าซ โครมาโตกราฟี” (gas chromatography) และใช้แมส สเปกโตรเมตรี (mass spectrometry) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ระบุถึงความแตกต่างและปริมาณของสารเคมีในวัตถุที่ตรวจสอบได้ละเอียดถึง 10 ส่วนล้านมิลลิกรัม
ผลที่ออกมาเห็นว่ามีส่วนผสมทางเคมีมากมายที่ชาวอียิปต์โบราณใช้กับซากสัตว์ ซึ่งสาร “กันเน่า” ที่สำคัญที่ค้นพบ คือ “ขี้ผึ้ง” และ “บาล์ม” หรือยาหอม
”พวกเราพบสารเคมีหลายชนิดที่เป็นส่วนผสมเดียวกันกับที่พบในมัมมี่มนุษย์” ศ.เอเวอร์เชด กล่าวพร้อมทั้งแจงว่ามีทั้ง ไขมันและน้ำมัน ขี้ผึ้ง น้ำมันยางพิสตาเซีย (Pistacia) ซูการ์กัม (ตระกูลเดียวกับยูคาลิปตัสแต่ใบมีรสหวาน) น้ำมันดิน น้ำมันยางจากต้นคูนิเฟอร์ และเป็นได้ว่าจะมีน้ำมันยางจากต้นเชดาร์มาผสมในการห่อมัมมี่สัตว์เลี้ยงด้วย
ทั้งนี้ ”ขี้ผึ้ง” ส่วนผสมสำคัญในการดองมัมมี่สัตว์นั้น ทีมวิจ้ยมีข้อสรุปจากการค้นพบส่วนประกอบอันโดดเด่น เช่น เอ็น-อัลเคนส์ สารประกอบที่มีกลิ่นของขี้ผึ้ง (แว็กซ์ เอสเตอร์ส์) และสารประกอบที่ได้จากน้ำมีกลิ่นของขี้ผึ้งผสมอยู่
ส่วน “บาล์ม” ที่พิสูจน์พบในซากมัมมี่นั้น ก่อนหน้านี้ดิโอดอรัส ซิคูสัส (Diodorus Siculus) นักเขียนคลาสสิกเคยบันทึกไว้ โดยระบุว่าเป็นส่วนผสมหนึ่งในกระบวนการทำซาก รวมถึงน้ำมันยางเซดาร์ แต่ก็ไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนว่าเป็นส่วนผสมที่ใช้ระหว่างทำซากสัตว์จริงหรือไม่ เพราะอาจจะเป็นสารที่ปะปนมาจากซากมัมมี่มนุษย์ก็เป็นได้
”เพราะว่าสัตว์เหล่านี้ต่างมีความสำคัญต่อชาวอียิปต์ และพวกเขาก็เลี้ยงดูอย่างเคารพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากกรรมวิธีในการดองศพ ที่ทำอย่างเรียบร้อยและซับซ้อนทั้งเครื่องมือและร่องรอยการพันตัวสัตว์เหล่านั้น” นักชีวเคมีจากบริตอลอธิบาย พร้อมทั้งระบุว่า การดองซากสัตว์นั้นน่าจะทำกันเฉพาะบางส่วนแล้วแต่บุคคล โดยหากพวกเขาให้ความเคารพสัตว์เลี้ยง ฉะนั้นก็น่าจะใช้วิธีการทำมัมมี่แบบเดียวทำกับมนุษย์
นอกจากนี้ มัมมี่สัตว์ที่นำมาเป็นตัวอย่างทั้ง 4 ชนิดนั้น นักวิจัยได้ศึกษาว่า สัตว์เหล่านี้อยู่ในหลุมสุสานที่เป็นที่เก็บอาหารสำหรับชีวิตหลังความตายของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว สัตว์เหล่านี้จึงกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของมัมมี่ชาวอียิปต์ อีกทั้งมัมมี่สัตว์ถือเป็นสัญญลักษณ์ของลัทธิ และเป็นการเซ่นสรวงแก่เทพเจ้าบนสวรรค์
ที่สำคัญสัตว์บางชนิดมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าอียิปต์โบราณ เช่น แมว ก็เป็นเทวี “บัสเตต” (Bastet) มาจุติ เป็นเทพีแห่งดนตรีและการรื่นเริง และยังเป็นผู้ปกป้องเพศหญิงทั้งมวล ส่วนวัวกระทิงซึ่งเป็นสัตว์ที่ชาวอียิปต์เกรงกลัวก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทพ “โอสิริส” (Osiris) เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์และเทพแห่งโลกหน้า ขณะที่ นกเหยี่ยวก็เชื่อมโยงกับ “โฮรัส” (Horus) เทพแห่งแสงสว่าง นกช้อน กับ “โทธ” (Thoth) เทพแห่งปัญญา และยังมีสัตว์อื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับเทพเจ้าอีกมากมาย
อย่างไรก็ดี นักวิจัยเปิดเผยว่า มัมมี่สัตว์ส่วนใหญ่น่าจะถูกดองทำเป็นมัมมี่ก่อนที่จะตายด้วยซ้ำ เพราะดูจากผลการเอ็กซเรย์แล้ว เห็นว่าซากสัตว์มัมมี่จำนวนมาล้วนถูกฆ่าโดยเจตนา โดยเฉพาะ “แมว” ที่พบในสุสานของวิหารหลายแห่ง ล้วนคอหักขณะที่ยังมีอายุน้อย
”ก้าวต่อไปในการศึกษาของเราก็คือการค้นหาซากมัมมี่สัตว์ให้ได้มากขึ้นกว่านี้ และพยายามค้นหาคำตอบให้ได้ว่าในสัตว์แต่ละชนิดมีกรรมวิธีการทำพิเศษเฉพาะต่างกันอย่างไร หรือว่าความแตกต่างขึ้นอยู่กับเวลา และสถานที่ในการทำมัมมี่มากกว่าประเภทของสัตว์” ศ.เอเวอร์เชด กล่าว โดยทิ้งปริศนาไว้อีกว่า บางทีแต่ละคนอาจจะมีสูตรลับในการดองที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาต่อไป
สำหรับ “สัตว์” ที่เคยขุดพบในลักษณะซากมัมมี่นั้น มีมากมายทั้งขนาดใหญ่และเล็ก หลายชนิดไม่ว่าจะเป็น วัว กระทิง แกะ แกว สุนัข ลิงบาบูน นกช้อน นกเหยี่ยว ปลา จระเข้ ตัวชรู (Shrew) แมงป่อง งู นก ไข่ของสัตว์เลื้อยคลาน และแมลงเต่าทองสคารับ (Scarab beetles)
ป้ายกำกับ: egypt
พบ “สุสาน 2,500 ปี” ใต้เงามหาปิรามิดกีซา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2547 22:48 น.
รูปปั้นน้อย ขนาดนิ้วก้อยที่ขุดเจอในสุสานจำนวนกว่า 400 ชิ้น โดยให้เป็นข้าทาสบริวารตามไปรับใช้ในชีวิตหลังความตาย
เอพี – ขุดเจอสุสานอายุกว่า 2,500 ปีในบริเวณ “กีซา” ปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบร่องรอยการเก็บหีบศพ และรูปปั้นจิ๋วจำนวนมาก เตรียมขุดต่อไปหวังจะเจอหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับอียิปต์โบราณอีกมากมาย
หัวหน้าโบราณสถานแห่งอียิปต์โบราณเปิดเผยผลงานการขุดค้นล่าสุดว่าสุสานกว่า 2,500 ปีที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของกลุ่มปิรามิดกีซา ได้ถูกค้นพบเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสุสานดังกล่าว เต็มไปด้วยรูปปั้นจิ๋วขนาดประมาณนิ้วก้อยจำนวน 400 ชิ้น และช่องอุโมงค์ขนาดโลงศพในหินแกรนิตอีก 6 ช่อง
ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งชาติอียิปต์ (Egypt’s Supreme of Antiquities) เปิดเผยว่า สุสานที่ค้นพบนี้อยู่ระหว่างปิรามิดคราเฟร (Khafre) ที่รู้จักกันในชื่อภาษากรีกว่า Chephren ซึ่งเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่อันดับ 2 ของกลุ่มปิรามิดทั้ง 3 ของ “กีซา” สุสานฟาโรห์และสฟิงกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
"กีซา" มีปิรามิดใหญ่ๆ อยู่สามรูปเรียงจากเล็กไปใหญ่ และใต้ไปเหนือ หน้าสุดคือปิรามิด Mycerinus (Menkaure) ส่วนอีก 3 อันเล็กๆ ที่อยู่หน้าสุดนั้นเป็นของราชินีและพระธิดา ส่วนปิรามิด Chephren (Khafre) ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 อยู่ในตำแหน่งไกลสุดในภาพ และที่ใหญ่ที่สุดในกีซาและใหญ่ที่สุดในอียิปต์ด้วยก็คือ Cheops(Khufu) (อันกลาง)
ฮาวาสส์ เล่าถึงสุสาน 2 พันกว่าปีภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุว่า การค้นพบในปิรามิดกีซาก็เริ่มมีร่องรอยขึ้นอีกรอบ เมื่อนักโบราณคดีพบบางสิ่งบางอย่างในระหว่างหลุมทั้ง 4 ด้านของปิรามิด โดยหัวหน้าคณะสำรวจได้ปีนขึ้นไปบนยอดปิรามิดเพื่อมองในมุมสูงหรือเบิร์ดอายวิว เพื่อให้เห็นร่องรอยของสุสานก่อนที่จะยืนยันการค้นพบครั้งนี้
จากนั้นเครื่องขุดเจาะก็เริ่มปฏิบัติการ โดยค่อยๆ ขุดตักทรายจำนวนกว่าหลายตันขึ้นมา จนเป็นหลุมลึกไปกว่า 33 ฟุต ซึ่งภายในหลุมดังกล่าวมีโลงไม้ และกองรูปแกะสลักเล็กๆ สีเทอร์ควอยซ์ทำจากเครื่องดินเผา นอกจากนี้ก็ยังพบวัสดุเซรามิกที่ไม่ได้ทำจากดินเหนียวแบบที่ชาวอียิปต์โบราณใช้กัน
“รูปปั้นเล็กๆ ที่พบในหลุมเรียกว่า shawabtis โดยหมายถึงคนรับใช้ พวกเขามีหน้าที่ในการตอบปัญหาให้แก่ผู้ตายในชีวิตหลังความตาย และจะต้องรับใช้ผู้ตาย” ฮาวาสส์กล่าว พร้อมทั้งเล่าอีกว่า ขณะนี้ได้ให้คนงานได้ขุดและกำจัดทรายขึ้นมาให้ลึกลงไปกว่า 33 ฟุตที่ขุดเจออยู่เดิม เพราะเชื่อว่าลึกลงไปจะต้องมีวัตถุโบราณที่มากขึ้น และอาจจะค้นพบหีบศพโบราณที่ทำด้วยหินแกรนิตในบริเวณใต้แผ่นดินแห่งนี้
อย่างไรก็ดี ปล่องนี้เชื่อว่าสร้างในสมัยฟาโรห์ราชวงศ์ที่ 26 ระหว่างช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูวัฒนธรรม เมื่อเริ่มมีการสร้างสุสานใหญ่ๆ ขึ้นมา
ป้ายกำกับ: egypt
กว่าจะได้เป็น “มัมมี่”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2547 15:31 น.
คำว่า "มัมมี่" (Mummy) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มัมมียะ (Mummiya) คำในภาษาเปอร์เชียซึ่งหมายถึงร่างของศพที่ถูกทำให้มีสีดำ
คำว่า "มัมมี่" (Mummy) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มัมมียะ (Mummiya) คำในภาษาเปอร์เชียซึ่งหมายถึงร่างของศพที่ถูกทำให้มีสีดำ
หลายพันปีมาแล้ว ชาวอียิปต์โบราณได้คิดค้นวิธีที่จะรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์ เพื่อรอคอยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ การทำมัมมี่จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์นี้
วิธีการทำมัมมี่เริ่มจากการนำศพของผู้ตายมาทำความสะอาด ล้วงเอาอวัยวะภายในออกโดยการใช้ตะขอที่ทำด้วยสำริดเกี่ยวเอาสมองออกทางโพรงจมูก แล้วใช้มีดที่ทำจากหินเหล็กไฟซึ่งมีความคมมาก กรีดข้างลำตัว เพื่อล้วงเอาตับ ไต กระเพาะอาหาร ปอดและลำไส้ออกจากศพ โดยเหลือหัวใจไว้
สาเหตุที่ไม่เอาหัวใจออกจากร่างด้วยเพราะเชื่อกันว่าหัวใจเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ อวัยวะภายในเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยวัสดุประเภทขี้เลื่อย เศษผ้าลินิน โคลน และเครื่องหอม จากนั้นอวัยวะทั้งหมดจะถูกนำไปล้างด้วยไวน์ปาล์ม เสร็จแล้วก็จะถูกนำลงบรรจุในภาชนะสี่เหลี่ยม มีฝาปิด ที่รู้จักกันในชื่อของคาโนบิค ส่วนร่างของผู้ตายจะถูกนำไปดองโดยใช้เกลือประมาณ 7-10 วัน
เมื่อศพแห้งสนิทแล้ว ก็จะถูกนำมาเคลือบด้วยน้ำมันสน จากนั้นจะมีการตกแต่งและพันศพด้วยผ้าลินินสีขาวชุบเรซิน มัมมี่ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกนำบรรจุลงในหีบศพ พร้อมกับเครื่องรางของขลังต่างๆ และมัมมี่บางตัวยังมีหน้ากากที่จำลองในหน้าของผู้ตายวางไว้ในหีบศพของมัมมี่อีกด้วย
ป้ายกำกับ: egypt
Labels
- astrology program (4)
- biodiesel (1)
- comic (1)
- condo plan (39)
- deva (2)
- dharma (4)
- egypt
- english terms (5)
- ergonomic (1)
- feng shui (7)
- FFI (3)
- fuel (1)
- gas (1)
- gasoline (1)
- gemstone (3)
- health (3)
- heroes (5)
- hobby (6)
- jagannatha hora (2)
- knowledge (17)
- make merit (1)
- maps (1)
- mlm (1)
- mpg-cap (1)
- mpg-mega-crumb (1)
- my trip (5)
- my wish list (5)
- numerology (3)
- oil (1)
- rich dad poor dad (1)
- rober kiyosaki (1)
- save (1)
- talismans (4)
- tv show (8)
- vedic astrology (7)
- นามมงคล (2)
- พ่อรวยสอนลูก (1)
- เลขศาสตร์ (3)
- เสริมสิริมงคล (6)