Showing posts with label knowledge. Show all posts
Showing posts with label knowledge. Show all posts

ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดของสมอง การนอนหลับลึกลับที่สุด เราทุกคนจะใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตนอน เรารู้ว่าเรารู้สึกแย่แค่ไหน ถ้าไม่นอน และมันเป็นเช่นนั้นด้วยเวลาเราฝัน

สำหรับหลายคน การฝันอาจดูเหมือนเสียเวลา แล้วมันมีจุดมุ่งหมายหรือไม่ สมองของเราอาจวุ่นในช่วงที่เราตื่น แต่ระหว่างที่เราหลับ มีช่วงหนึ่งที่สมองยุ่งกว่านั้นอีก

ช่วงที่ร่างกายของเรานิ่งที่สุด คือตอนที่สมองทุกส่วนมีชีวิตชีวา นั่นคือตอนที่เราฝัน

แต่มีสมองส่วนเดียวที่หยุดทำงานจริงๆ ศูนย์ตรรกะ (Logic center) เมื่อไม่ถูกจำกัดด้วยเหตุผล สมองที่ฝันสามารถท่องไปอย่างไม่จำกัด ในดินแดนมหัศจรรย์ที่มันสร้างขึ้น

สตีเฟน (Stephen La Berger): มนุษย์มีศักยภาพที่จะฝัน ซึ่งเหมือนโลกเสมือนจริง ที่คุณสามารถจำลองประสบการณ์ทุกอย่างเท่าที่จินตนาการได้

หลังเปลือกตาที่ปิด ตาของเรากลอกไปมาในช่วงที่เราฝัน จึงมีคำเรียกว่า หลับแบบตากระตุก หรือหลับเร็ม (REM: rapid eye movements) ระหว่างหลับเร็ม สมองของเราทำงานยุ่งมากจนมีเลือดไหลเข้าสู่มันเกือบ 2 เท่า ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เราทำตามความฝัน สมองจึงส่งสัญญาณไปที่ไขสันหลัง ทำให้แขนขาเคลื่อนไหวไม่ได้ชั่วคราว เราอาจรู้สึกว่า ฝันทั้งคืน แต่เราฝันเป็นพักๆ ครั้งละไม่กี่นาที แต่ตลอดชีวิต เราจะใช้เวลาฝันถึง 6 ปี

ความฝันทำมากกว่าให้ความบันเทิงสมอง มันเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความทรงจำ มีเพียงตอนพักเท่านั้น ที่สมองสามารถเลือกค้นประสบการณ์ของสมอง และกำจัดประสบการณ์ที่ไม่มีประโยชน์

ไมเคิล: บางคนเชื่อว่า การหลับเร็ม ก็เหมือนกับระบบการเข้าแฟ้ม สมองของคุณค้นเศษข้อมูลมั่วๆนี้ และเก็บสิ่งที่มีประโยชน์เข้าแฟ้ม และทิ้งสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเราตื่นจะถูกเก็บไว้ในความทรงจำชั่วคราว ในฝัน เราโยนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้ง และเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ไว้ในคลังเก็บถาวร

มาร์ค: เรารู้ว่า เวลาคุณเข้านอนตอนกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงหลับเร็ม หรือหลับฝัน นั่นคือตอนที่มีการรวบรวมความทรงจำของคุณ นั่นคือตอนที่คุณเรียนรู้สิ่งต่างๆมากขึ้น ความจริงมันชัดมาก ถ้าคุณอ่านหนังสือแล้วนอน คุณจะทำข้อสอบวันรุ่งขึ้นได้ดีขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำคือ ถ่างตาท่องหนังสือ แล้วไปสอบ การนอนหลับสำคัญมากต่อการจำและการเรียนรู้

แต่ขั้นตอนการเลือกเฟ้นอาจแปลก เมื่อไม่มีเหตุผลมาออกคำสั่ง ความคิดสามารถปะทะกัน ปลดปล่อยความสร้างสรรค์ และสร้างความคิดใหม่ๆ นี่อาจอธิบายว่า อัจฉริยะทำงานอย่างไร ความฝันของไอสไตน์ ว่าเดินทางด้วยเลื่อนที่ มีความเร็วแสง มีอิทธิพลต่อทฤษฎีสัมพันธภาพ ผู้ได้รางวัลโนเบล นีลส์ บอร์ ปฏิวัติฟิสิกส์เมื่อการฝันถึงม้า ให้เบาะแสเกี่ยวกับโครงสร้างของอะตอม และศิลปิน ซัลวาดอร์ ดาลี เรียกงานเหนือจริงของเขาว่า เป็นการถ่ายภาพความฝัน ที่วาดด้วยมือ ความฝันมีประโยชน์ แม้แต่กับเทคโนโลยีอวกาศ ระหว่างฝัน นักออกแบบของนาซ่า บรูซ เดเมอร์ แก้ปัญหาที่กวนใจเขามาหลายเดือน ทำอย่างไรจึงจะสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ได้

บรูซ: มีองค์ประกอบสารพัด คุณจะป้องกันนักบินอวกาศจากรังสียังไง คุณจะให้พวกเขาใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ยังไง เช่น ใช้ออกซิเจนจากวัสดุบนผิวดวงจันทร์ และผมซึมซับเรื่องพวกนี้มาหลายเดือนจริงๆ แล้วคืนหนึ่งผมก็พูดขึ้นมาว่า โอเค ทุกอย่างอยู่ในนี้แล้ว เอาเลยสิ รู้มั้ย เปิดเครื่องประมวลความฝัน และช่วยบอกอะไรผมหน่อย

คืนนั้น สมองคลายปม บรูซ พบคำตอบของเขา หุ่นยนต์ ที่ส่งไปกับยานอวกาศ สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ และสร้างฐานก่อนที่นักบินอวกาศจะออกจากโลกด้วยซ้ำ เมื่อเขาตื่น เขาเริ่มสเก็ตภาพ และคนที่นาซ่าชอบความคิดนี้

บรูซ: ข้าราชการนาซ่าเขียนรายงานว่า งานนี้ริเริ่มแค่ไหน และเป็นการคิดที่ก้าวไกลแค่ไหน และผมยกความชอบให้โลกแห่งความฝันที่ปราศจากโซ่ตรวน

ความท้าทายคือ อย่าปล่อยให้ฝันส่งเดช เราอาจจะสามารถใช้พลังสมองที่กำลังฝัน โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า การฝันลูซิด (Lucid dream)

สตีเฟน: ปกติแล้วการฝันลูซิด เกิดขึ้นเวลาที่คุณอยู่ในฝันและมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้น และคุณเริ่มสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น รู้มั้ย ทำไมคุณลอยอยู่กลางอากาศ คุณทำได้ยังไง อ๋อ เพราะมันคือความฝัน

กุญแจคือ เรียนรู้วิธีที่จะรู้ว่า คุณกำลังฝันโดยไม่ต้องตื่น ขั้นต่อไปคือ ฝันไปที่ที่คุณต้องการ เพื่อช่วย สตีเฟน ลาเบิร์ก สร้างหน้ากากอัจฉริยะ หรือ "โนวาดรีมเมอร์" (NovaDreamer) ข้างในมีเซ็นเซอร์ตรวจการกระตุกของตา (ช่วงหลับฝัน) หน้ากากนี้จะกะพริบไฟ สว่างพอผ่านเปลือกตาของคุณ แต่ไม่สว่างจนปลุกให้คุณตื่น มันคือสัญญาณที่บอกอย่างอ่อนโยนว่าคุณฝัน ด้วยการฝึก คุณสามารถบังคับสมองที่กำลังฝัน ให้นำความคิดคุณสู่อาณาเขตที่แปลกใหม่

สตีเฟน: การใช้ประโยชน์จากความฝันนี้มีหลายอย่าง เช่น ถ้าคุณเป็นศิลปิน ที่อยากได้ไอเดียวาดภาพใหม่ๆ คุณเดินเข้าห้องถัดไป พร้อมความคิดว่าจะมีภาพใหม่บนผนัง และรู้อะไรมั้ย มีภาพใหม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

การจัดการความฝันอาจเป็นโอกาสเดียว ที่เราจะมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ปกติอยู่เหนือการควบคุมของเรา สมอง

โกฐจุฬาลำพาจีน




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artemisia vulgaris L. var indica

วงศ์ : ASTERACEAE

ลักษณะทางพฤกศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1.5 เมตร รากมีกลิ่นหอม
ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปใบหอก ขอบหยักเว้า ลึกเป็นพู ดอกช่อ แยกแขนง ประกอบด้วยช่อย่อยเป็นกระจุกกลมขนาดเล็กออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง มีชั้นใบประดับ กลีบดอกสีเหลืองอ่อน
ผล เป็นผลแห้งไม่แตกเมล็ด รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ผิวเกลี้ยง

สารออกฤทธิ์ที่พบ: Chemiebase

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ

ใบ : ใช้เป็นยาถ่ายน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องร่วง ถ่ายพยาธิ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้ไขข้ออักเสบ ระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ บำรุงมดลูก ระงับอาการปวดท้อง และอาการเจ็บท้องคลอดลูก โดยการใช้ใบต้มเอาน้ำดื่ม ใช้ภายนอกนำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกแก้โรคปวดศีรษะ รักษาบาดแผลเรื้อรัง แก้อาการเคล็ดบวม ใช้สูบควันแก้โรคหืด

ช่อดอก : ใช้ต้มเอาน้ำดื่ม เป็นยาแก้ขับเสมหะ แก้หืด อาหารไม่ย่อย

เอกสารอ้างอิง 1. พจนานุกรมสมุนไพรไทย ISBN : 974-9556-82-8 พิมพ์ครั้งที่ 6 2548

ที่มา ไทยเฮิร์บ

เหงือกปลาหมอ




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl


ชื่อพ้อง : Acanthus ilicifolius L.


ชื่อสามัญ : Sea holly


วงศ์ : ACANTHACEAE


ชื่ออื่น : แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1-2 เมตร ลำต้นและใบมีหนาม ใบหนามแข็งมีขอบเว้าและมีหนามแหลม ใบออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ดอกออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกสีขาวอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกัน ผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี 4 เมล็ด ชอบขึ้นตามชายน้ำ ริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ


ส่วนที่ใช้ : ต้น และใบ ทั้งสดและแห้ง ราก เมล็ด


สรรพคุณ :
ต้นทั้งสดและแห้ง - แก้แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย เป็นฝีบ่อยๆ
ใบ - เป็นยาประคบแก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดต่าง ๆ รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสีย
ราก - ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้หืด- รักษามุตกิดระดูขาว
เมล็ด - ปิดพอกฝี- ต้มดื่มแก้ไอ ขับพยาธิ ขับน้ำเหลืองเสีย


วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ต้นและใบสด 3-4 กำมือ ล้างให้สะอาด นำมาสับ ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน ใช้ติดต่อกัน 3-4 ครั้ง
กลุ่มยารักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากเกลื้อน


ที่มา eduzones.com

บทความ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเหงือกปลาหมอ

คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้

สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน 60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด

ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก

ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต

ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง

ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร

ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี
ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่าน ต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่า หลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์

พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน

ท่านทราบแล้วใช่ใหมว่า ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติให้พระฉันเพียง 2 มื้อ คือ เช้า กับ เพล


สารต้านอนุมูลอิสระ ไม่มีแต่ในผักผลไม้สดเท่านั้น

หากคราวหน้าคุณคิดจะปาสตรอเบอรีหรือองุ่นค้างคืนทิ้งละก็ อย่าเพิ่งนะครับ

เพราะนักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยียมเพิ่งรายงานมาว่า ผักและผลไม้เหล่านี้ยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่อีกหลายวันหลังจากที่เราซื้อมา บางชนิดแม้เราจะเห็นว่าใกล้เสียแล้วก็ยังมีคุณค่าอยู่แถมบางชนิดยิ่งเก่าเท่าไรยิ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระมากเท่านั้นครับ

อายุของผักและผลไม้นั้นเราอาจสังเกตได้จากรูปร่างลักษณะภายนอก

แต่ผักผลไม้อายุมาก ที่เราพยายามจะเขวี้ยงทิ้งกลับมีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ คำว่ามีประโยชน์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามีรสชาติอร่อย หรือมีคุณค่าทางโภชนาการสูงนะครับแต่หมายความว่า มันมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางพันธุกรรม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม นักวิจัยกล่าวว่ายังไม่มีการศึกษาใดที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการเก็บต่อระดับสารต้านอนุมูลอิสระ

Claire Kevers และคณะได้สรรหาผักผลไม้หลายชนิดจากตลาดเบลเยียมมาทดสอบระดับสารต้านอนุมูลอิสระในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปหลังจากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องหรืออุณหภูมิ 37 องศาฟาเรนไฮต์ในตู้เย็น

จนกระทั่งผักผลไม้นั้นๆ จะเริ่มเน่า ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าหลังจากทิ้งผักผลไม้ที่ซื้อจากตลาดไว้หลายวัน ผักผลไม้เหล่านั้นยังคงมีสารประกอบจำพวกฟีนอล กรดแอสคอร์บิกและเฟลโวนอล สารเคมีทั้งสามที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับระดับสารต้านอนุมูลอิสระ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นหลังจากวันที่ซื้อมานั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของสารประกอบเหล่านี้ครับ

สรุปว่าผักและผลไม้ที่ค้างคืน แม้จะดูไม่น่าทาน แต่ก็มีประโยชน์อยู่นะครับ ไม่จำเป็นต้องรีบทิ้งหรอกครับ

การศึกษาชิ้นนี้มีชื่อว่า "Evolution of Antioxidant Capacity during Storage of Selected Fruits and Vegetables" ตีพิมพ์ในวารสาร Agricultural and Food Chemistry ฉบับวันที่ 17 ต.ค.


เลือกอัญมณีให้ถูกโฉลก ตามหลักโหราศาสตร์ไทย โดย
ริชาร์ด ชอว์ บราวน์

มีบางคนเชื่อว่า การสวมใส่อัญมณีจะช่วยให้เพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ยิ่งถ้าใส่อัญมณีตามวันเกิดแล้วล่ะก็ จะยิ่งเป็นการเสริมพลังให้ชีวิตอีกด้วย ลองมาดูกันว่า มีอัญมณีอะไรกันบ้าง

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระอาทิตย์ ได้แก่ ทับทิม สปีแนลสีแดง โกเมนสีแดง และรูเบลไลท์ หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่เป็นสิริมงคล จะเพิ่มชื่อเสียง เกียรติยศ และพลังอำนาจ

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระจันทร์ ได้แก่ ไข่มุกแท้ธรรมชาติ และมุกดาใสบริสุทธิ์ หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่เป็นสิริมงคล จะพัฒนาปฏิภาณไหวพริบ และอุปนิสัย เพื่อความเด็ดเดี่ยว และเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพ

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระอังคาร ได้แก่ ปะการังสีแดง คาร์เนเลี่ยน และบลัดสโตน หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่ดี จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ ความกล้าหาญ ความปรารถนา (อารมณ์ ความรู้สึก) นำมาซึ่งความกระตือรือร้น

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระพุธ ได้แก่ มรกต ซาโรไรท์โครม ทัวมาลิน และไดออฟไซด์ หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่เป็นสิริมงคล จะส่งเสริมให้เป็นผู้มีเหตุผล พัฒนาสติปัญญาความหยั่งรู้ มีความคล่องแคล่วชำนาญการ มีความฉลาดรอบรู้

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งดาวพฤหัสบดี ได้แก่ บุษราคัม เฮลีโอดิร์ ซิทรีน หากอยู่ในตำแหน่งที่ดี จะมีมนุษยธรรม คำนึงถึงความรักใคร่เอาใจใส่
ความรู้สึกนึกคิด การมองโลกในแง่ดี ความเลื่อมใสศรัทธา และการตัดสินใจที่เฉียบคม

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระศุกร์ ได้แก่ เพชร ซัฟไฟร์โทปาซและโกเชไนท์สีขาว หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่เป็นสิริมงคล จะสร้างเสริมความมีเสน่ห์ ความงดงาม และความสง่างาม ยังผลให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น

อัญมณีเพื่อสิริมงคลแห่งพระเสาร์ ได้แก่ ไพลิน ไอโอไลท์ แทนซาไนท์ สปีเนลสีน้ำเงิน และอเมธิสต์ หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่เป็นมงคล จะเสริมสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ยึดหลักแห่งความเป็นจริง ความแข็งแกร่ง และความอ่อนน้อมถ่อมตน

อัญมณีเพื่อสิริแห่งพระราหู ได้แก่ โกเมธ (โกเมนเอก), สเปสซาร์ไทท์, เซอร์คอน (เพทายสีส้ม) หากสถิตอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะมอบคุณประโยชน์นานัปการ ทั้งในด้านความคิดริเริ่ม สร้างแรงบันดาลใจ ความหยั่งรู้ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

หลักพื้นฐานในการเลือกอัญมณี โดยสามารถเลือกใช้ตามความถนัดดังนี้

วิธีที่ 1. กำหนดโดยลัคนาเกิดของเรา เช่นคนเกิดราศีสิงห์ ราศีปกครองโดยพระอาทิตย์ ดังนั้นอัญมณีประจำราศีเกิด คือ ทับทิม โกเมน

วิธีที่ 2. ราศีเกิด ณ ราศี ซึ่งพระจันทร์ประทับตามหลักจันทรคติ

วิธีที่ 3. ดาวนักษัตร หรือดาวฤกษ์เกิด เราทุกคนเกิดภายใต้หนึ่งหมู่ดาวฤกษ์มีทั้งสิ้น 27 หมู่ เรียกอัญมณีประจำนักษัตร

วิธีที่ 4. ใช้ดาราอัญมณี โดยความพึงพอใจ หากท่านซึมซาบกับอิทธิพลความหมายของอัญมณีใดเป็นพิเศษโดยมิได้เป็นอัญมณีประจำดาวเคราะห์บาปเคราะห์ที่ส่งอิทธิพลให้โทษในดวงชะตา ท่านก็สามารถใช้อัญมณีที่ตนชอบได้

วิธีที่ 5. เป็นวิธีที่เจาะลึกที่สุด มีรากฐานบนคำทำนายของผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมใน ระบบดาวนพเคราะห์ โดยจะทำการผูกดวงชะตาของท่านตามเวลาที่ท่านเกิด และศึกษาตำแหน่งดาวพระเคราะห์ ณ ขณะที่ท่านเกิด แล้วจึงกำหนดว่าพระเคราะห์ใดที่ให้ประโยชน์สูงสุดเพื่อการเสริมพลังดาวนั้นด้วยอัญมณีที่เหมาะสม หรือ พระเคราะห์ตัวใดที่ควรแก้โดยใช้พลังของอัญมณีเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยอาจใช้อัญมณีแก้ไขชะตาชีวิตได้บางส่วน


ตามหลักที่ศึกษามา วิธีที่ 5 คือวิธีที่ถูกต้องที่สุด คือต้องผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์ภารตะ วิเคราะห์ดาวให้คุณให้โทษในแต่ละช่วงชีวิต และเมื่อเลือกอัญมณีได้แล้ว ก็ต้องเลือกโลหะประกอบเรือนที่ถูกต้อง และเลือกนิ้วที่ใส่ (หากเป็นแหวน) ให้ถูกตำแหน่ง ถูกมือตามหลักโหราศาสตร์ ประกอบกับหัตถศาสตร์ด้วย อัญมณีนั้นจึงจะส่งผลให้คุณ และลดทอนโทษของดาวเคราะห์ได้อย่างแท้จริง


สอยหนังสือมาแล้ว อิอิ หาซื้อตั้งนาน ไปซื้อได้ที่จตุจักร เหลืออยู่เล่มเดียว

เว็บไซต์เครื่องประดับคู่บารมี หรือ ดาราอัญมณี AGT-Gems

แนะนำอ่านเพิ่มเติม Power of Gemstones, Astrals Gems

ดูอัญมณี และแบบเครื่องประดับ Birthstone Jewelry

ดาวอาทิตย์ (ธูป 6 ดอก) - ขอยศศักด์, โดนเบียดเบียนไหว้ >>> ศาลหลักเมือง รัชกาลที่ 1 พระศิวะ โบสถ์ ปู่ตากสิน พระพุทธบูชา >>> มะพร้าวมีเปีย ไข่

ดาวจันทร์ (ธูป 15 ดอก) - เงินหมุนเวียนติดขัดไหว้ >>> เจ้าแม่กวนอิม พระสุรัสวดีบูชา >>> พวงมาลัย ดอกไม้เหลือง อ้อย น้ำอ้อย นก ไก่

ดาวอังคาร (ธูป 8 ดอก) - ความรัก(ของผู้หญิง) เสีย, ขอโชคลาภไหว้ >>> พระนอน(วัดโพธิ์) พระพิฆเนศ เจ้าพ่อเฮ่งเจีย (วัดเล่งเน่ยยี่) เทพเจ้าไชเซ่งเอี้ย (เทพเจ้าโชคลาภ) วัดกัมลาวาส อรหันต์จี้กง บูชา >>> ดอกกุหลาบ(สีชมพูหรือแดง) ทับทิม พุทรา โหระพาแดง อาหารเส้น เลือดหมู ธูป

ดาวพุธ (ธูป 17 ดอก) – การเรียน การสอบ การติดต่องาน ไหว้ >>> หลวงปู่ทวด เท้าจตุโลกบาลทั้ง4 (วัดเล่งเน่ยยี่) กรมหลวงชุมพร เจ้าพ่อเสือ พระแก้วมรกต พระวิษณุ พระลักษมี บูชา >>> ส้ม มะนาว น้ำ 4 แก้ว อาหารทะเล หมู อินทผาลัม

ดาวพฤหัส (ธูป 19 ดอก) – เจ็บป่วยด้วยแรงสินบนไหว้ >>> พระพุทธชินราช ท้าวมหาพรหม พระกฤษณะ รัชกาลที่ 5 หลวงปู่โต พระภูมิเจ้าที่ ปึงเถ่ากง (เจ้าที่เจ้าทาง) บูชา >>> พืชจำพวกพันธ์ไม้เลื้อย (เช่น แตงกวา ฟักทอง ดอกแคขาว) ฝรั่ง เต้าหู้ ขนมจีน

ดาวศุกร์ (ธูป 21 ดอก) – เงินก้อน ความรัก(ของผู้ชาย) เสียไหว้ >>> พระสังฆจาย เจ้าแม่พันมือ เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่อุมาเทวี แม่ทับทิม แม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา บูชา >>> หอมแดง พวงมาลัย ดอกไม้หอม ผลไม้เป็นพวง

ดาวเสาร์ (ธูป 10 ดอก) - ค่าใช้จ่าย หนี้สิน ธุรกิจไหว้ >>> พระนารายณ์ ไต่กงกง วิญญาณ พระนาคปรก ท้าวเวสสุวรรณ แม่อุรดา แม่กาลี พุทธโสธร สุสาน ป่าช้า บรรพบุรุษบูชา >>> ลูกตาล กล้วย สัปปะรด บริจาคซื้อโลงศพ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องของวันเกิด
สำหรับผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
เทพยดาวันอาทิตย์ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นหรือรูปราชสีห์ขลิบทอง
ตั้งหรือประดับไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานหัน หน้าไป
ทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ จะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ คลี่คลายได้ดี
เนื่องจากมีความเชื่อ ว่าก ราช
สีห์เป็นสัตว์ที่มีอำนาจถ้าตั้งไว้จะทำให้มีอำนาจและเจริญรุ่งเรือง
สีเสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ทำให้เกิดมงคลกับตนเอง ควรใช้สีแดง หรือ ชมพูงศ
และเขียวจะทำให้ท่านมี
ราศีขึ้นิ
พระที่บูชาและเป็นสิริมงคลแก่ท่านคือ ปางถวายเนตร,กรมหลวงชุมพระ,พระแก้วมรกต
อัญมณีเสริมดวงท่านคือ ทับทิม
การทำบุญเสริมดวงท่านคือ นำกล้วย 1 หวี และ มะพร้าวอ่อน 1
ลูกไปบูชาพระประธานในโบสถ์ เชื่อ
ว่า เรื่องที่ยากจะกลับกลายเป็นง่าย และความทุกข์จะถูกล้างด้วยมะพร้าวอ่อน
เรื่องขื่นขมก็จะ หมดสิ้น
ไปา ด้วยบารมีของการทำบุญครั้งนี้
เคล็ดลับการตักบาตรสำหรับผู้ที่เกิดในวันอาทิตย์
ใส่บาตรเพื่อเสริมลาภยศบารมี (การงานตร) ดาวลาภยศ ของคนที่เกิดในวันอาทิตย์นั้น
ก็คือดาวที่เป็น
ตัวแทนของการสู้รบ นั้นคือดาวอังคารนั่นเอง
การใส่บาตรเพื่อเสริมลาภยศของคนที่เกินในวันอาทิตย์ จะ
ต้องใส่บาตรด้วยอาหารที่ดาวอังคารโปรดปรานนั้นคือ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆา
นั่นเอง ถ้าจะให้
ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือดป หมูย่างครับ หาซื้อตอนเช้าก็ง่ายสะดวก
หรือถ้าอยากให้เป็นเรื่องยากันอ ก็
ทำสเต็กใส่บาตรก็ไม่ว่ากันครับ
ใส่บาตรเพื่อเสริมโชคด้านการเงิน
ดาวการเงินของคนที่เกิดวันอาทิตย์นั้นเป็นดาวที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่
สุด และแถมยังเป็นดาวศุภเคราะห์ที่เล็กที่สุดด้วยนะครับ
การใส่บาตรเพื่อเสริมดวงทางด้านการเงินของ
คนที่เกิดในวันอาทิตย์นั้นก็คือ อาหารประเภทที่มีน้ำผสมในสัดส่วนที่มาก เช่นโจ๊ก
เกาเหลา แกงจืดเป็น
ต้น นอกนั้นพวกคุณๆ ก็ลองไปปรับเปลี่ยนชนิดอาหารกันเอาเองนะครับ
ขอให้มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก
หรือมีลักษณะเป็นของเหลวเป็นใช้ได้ครับ
สำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์เทพยดาวันจันทร์ ทรงม้าเป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นหรือรูปม้าะ
ตั้งหรือประดับไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานหันหน้าไป ทางออกของ
บ้าน เชื่อว่าจะทำให้มีความก้าวหน้าในธุรกิจการงานที่ทำอยู่
ส่วนเสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ทำให้เกิดมงคลกับตัวเอง ควรใช้สีขาวนวล้ ขาวเหลือง
หรือเขียว จะทำ ให้
ท่านมีราศีขึ้นว
พระบูชาและเสริมสิริมงคลแก่ท่านคือ พระปางห้ามญาติวร,พระสิวลี,แก้วมรกต
และหลวงปู่ทวด
อัญมณีเสริมดวงคือ เพชร
การทำบุญเสริมดวงท่านคือ ซื้อน้ำมันไปเติมตะเกียงที่วัดส
หรือสร้างอุปกรณ์ไฟฟ้าในวัด เชื่อว่า จะทำ
ให้ท่านมีความเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ท่านทำอยู่
เคล็ดลับการตักบาตรสำหรับผู้ที่เกิดในวันจันทร์
การทำบุญตักบาตรของคนที่เกิดในวันจันทร์ เพื่อเสริมโชคในด้านลาภยศบารมีั (การงาน)
ดวงดาวใน
เรื่องของลาภยศสรรเสริญของผู้ที่เกิดในวันจันทร์นั้น
ก็คือดาวที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดครับ สำหรับคน
ที่เก่งวิชา สปช. คงจะรู้แล้วนะครับ
ดาวที่เกี่ยวกับลาภยศของผู้ที่เกิดในวันจันทร์นั้น ก็คือดาวพุธ
ครับ ดาวพุธเดิมเป็นตัวแทนของดาวแห่งสติปัญญาอยู่แล้วครับ
ดังนั้นถ้าผู้ที่เกิดในวันจันทร์ตักบาตรด้วยอาห
ารที่บูชาดาวจันทร์เสริมดวง ก็จะเป็นการเสริมโชคให้มีสติปัญญาในการทำมาหากิน
และยังเป็นการเสริม
ส่งลาภยศให้ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อยครับ (แต่ดีขึ้นแน่ร)
อาหารตักบาตรที่จะส่งเสริมลาภยศของผู้ที่เกิดในวัน
จันทร์นั้นก็คือ อาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก และมีรสชาติออกจะเบาหน่อยครับคื
เช่นแกงจืดเต้าหู้
เป็นต้นไงครับ
การตักบาตรเพื่อส่งเสริมในเรื่องการเงินของผู้ที่เกิดในวันจันทร์
ดวงดาวที่เป็นตัวแทนดวงดาวการเงินข
องผู้ที่เกิดในวันจันทร์นั้น ก็คือดาวที่มีวงแหวนล้อมรอบตัวเองนั้นไงครับ
รู้หรือยังว่าเป็นดาวอะไรครับ
ดาวดวงนั้นก็คือดาวพระเสาร์นั่นเองครับ การหาอาหารตักบาตรา
เพื่อส่งเสริมการเงินของผู้ที่เกิดวันจันทร์นั้น ก็จะอเป็นอาหารประเภทพืชผักต่างๆ ครับ การตักบาตรด้วยอาหารจำพวกผัดผัก
ต้มผักนั้นดูว่า
จะเข้าท่าไม่เลวดีนะครับสำหรับการตักบาตร
เพื่อเสริมโชคในเรื่องการเงินการทองสำหรับผู้ที่เกิดในวัน
จันทร์ไงครับ
สำหรับผู้ที่เกิดวันอังคารงเทพยดาวันอังคาร ทรงกระบือเป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่าน
ควรมีรูปปั้นหรือรูปกระบือพิธีแรกนาขวัญหรือเหรียญพิธีแรกนาขวัญเก็บไว้ ประดับที่
บ้าน หรือที่ทำงาน เชื่อว่าจะทำให้ท่านมีความสมบูรณ์พูนสุข
ส่วนเสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ควรใช้สีเหลือง, ม่วง และสีดา จะทำให้ท่านมีราศีขึ้น
พระที่บูชาและเสริมสิริมงคลคือ
พระปางไสยางค์,พระนอนวัดโพธิ์ส,ร.5,และนางกวักพธิ์ส
อัญมณีเสริมดวงท่านคือ โกเมนื
การทำบุญเสริมดวงท่านคือ หาส้ม 8
ผลตามกำลังวันไปบูชาพระในโบสถ์หรือที่บ้านเสริมดวง ท่าน เชื่อ
ว่า การถวายส้มตามกำลังวันของท่าน จะทำให้ท่านพบแต่ความสำเร็จ
การตักบาตรเสริมดวงด้านการเงินและการงานของผู้ที่เกิดในวันอังคาร
การตักบาตรเพื่อที่จะช่วยส่งเสริมดวงทางด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันอังคารนั้น
มีเคล็ดลับพิเศษดังนี้
คือเนื่องจากดาวเจ้าการด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันอังคาร คือดาวพฤหัส
ซึ่งเป็นดวงดาวที่มีขนาดใหญ่
ที่สุดในบรรดาดาวศุภเคราะห์ การเลือกอาหารใส่บาตรบูชาดาวพฤหัสนั้น
ก็ควรจะสรรหาอาหารที่มี
ลักษณะทานแล้วอิ่มท้องง่ายเป็นจำพวกอาหารหลักต่างๆ
พูดมาขนาดนี้แล้วผู้อ่านทราบกันหรือยังครับว่าเป็น
อาหารประเภทใด หรือบางคนอาจจะทราบแล้วแต่ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
เฉลยก็ได้ครับอาหารที่ใช้ตักบาตรบู
ชาดาวพฤหัสนั้นก็คือ ข้าวของเราดีๆ นี่เอง หุงหาจัดเตรียมก็ง่ายราคาก็ไม่แพง
แต่ที่สำคัญต้องใส่บาตร
ด้วยจิตกุศลเท่านั้นเป็นใช้ได้
หรือถ้าอยากจะหาอย่างอื่นใส่บ้างก็อาจจะเป็นขนมปังต่างๆ ก็ดูฝรั้งฝรั่งดี
หรือข้าวเหนียวก็ไม่เลว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ที่กับข้าวที่ใส่ด้วย
การตักบาตรเพื่อที่จะช่วยส่งเสริมดวงเรื่องงานของผู้ที่เกิดในวันอังคารนั้น
มีเคล็ดลับพิเศษดังนี้ ดาว
ประจำการในเรื่องงานของผู้ที่เกิดในวันอังคารนั้นก็คือดาวที่มีวงแหวนล้อมรอบ
พูดถึงขนาดนี้แล้วคงร้อง
อ้อู้ท.. แต่ถ้ายังไม่ทราบคงจะต้องไปทบทวนวิชา ส.ปต่.ชต่.
หรือวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเสียใ
หม่ มาเฉลยกันดีกว่าว ดาวประจำการเรื่องการงานของผู้ที่กำเนิดในวันอังคารนั้นก็คือ
ดาวเสาร์นั้นเอง
ครับร วิธีการใส่บาตรเพื่อบูชาดาวเสาร์
เพื่อส่งเสริมเรื่องงานของผู้ที่เกิดในวันอังคารนั้น มีดังนี้
อาหารที่ใช้ใส่บูชาดาวเสาร์นั้น จะเป็นอาหารจำพวกพืชผักสวนครัวต่างๆ
ไงครับอาจจะเป็นผัดผักใส่หมู
ผัดฟักทองใส่ไข่ ฯลฯัก มีอาหารให้เลือกตักบาตรมากมายแล้วแต่ความสะดวกของผู้ตัก
สำคัญที่เป็นอาหาร
ที่เกี่ยวกับพืชผักสวนครัวเป็นใช้ได้ และเคล็ดลับที่เป็นหัวใจของการตักบาตร
ก็โปรดอย่าลืมนั่นก็คือการ
ตักบาตรด้วยใจสะอาดบริสุทธิ์นั่นเองครับ


สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธเทพยดาวันพุธ ทรงคชสารเป็นพาหนะต
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นช้างแก้วขลิบทองิสุ
หรือรูปช้างประดับไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน หัน หน้าไป
ทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือบร จะทำให้มีความร่มเย็น เป็นสุข
เพราะเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์คู่ บ้านคู่
เมืองศ ที่สามารถนำโชคลาภมาให้บ้านเมืองได้
ส่วนเสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ทำให้เกิดมงคลกับตนเอง ควรใช้สีเหลือง , เขียว
และน้ำเงิน จะทำให้ชีวิต
ท่านมีราศีขึ้น
พระที่บูชาและเสริมสิริมงคลแก่ท่านคือ
พระปางอุ้มบาตรส,พระวัดอินทรวิหาริม,หลวงพ่อปาน วัดบางนม
โค, หลวงพ่อทวด
อัญมณีเสริมดวงท่านคือ มรกต
การทำบุญเสริมดวงคือ การปล่อยปลาลงน้ำ ให้ชีวิตสัตว์ เชื่อว่าง
จะทำความไม่ดีทั้งหลายในชีวิต ไป
กับปลาที่ปล่อย
เคล็ดลับการตักบาตรเพื่อส่งเสริมการงานการเงินของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวัน
การตักบาตรส่งเสริมทางด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวัน
ดวงดาวประจำการด้านการเงินของผู้
ที่เกิดในวันพุธกลางวันคือ ดาวที่ไม่มีจริงในระบบสุริยะจักรวาลครับ
ถึงตอนนี้ผู้อ่านคงจะมีอาการงงกันแล้
ว เอาว่าเฉลยกันเลยดีกว่า ดาวประจำการด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวันนั้น
ก็คือดาวราหูน
ดาวราหูนั้นเป็นดาวที่ใช้สมมุติในตำราโหราศาสตร์หาใช่เป็นดาวที่มีอยู่แท้จริงไม่
ดาวราหูจริงๆ แล้วก็อยู่
ไม่ใกล้ไม่ไกลโลกหรอกครับ คือเงาของโลกนี่เอง่ ไม่ได้เป็นดาวอะไรที่มีตัวตน
แต่ดาวราหูนี้มีความ
สำคัญต่อการพยากรณ์โหราศาสตร์มากทีเดียว นอกเรื่องกันไปมากม่บร
เรากลับมาพูดถึงการสรรหา
อาหารมาใส่บาตรเพื่อบูชาดาวราหู
และเสริมดวงการเงินของผู้ที่กำเนิดในวันพุธกลางวันต่อดีกว่า
อาหารที่ใช้ตักบาตรเสริมดวงการเงินของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวันนั้น
จะเป็นอาหารประเภทหมักดองออก
รสเปรี้ยว หรืออาหารที่มีสีออกเข้มหน่อยๆง ถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างอย่างง่ายๆ ก็เช่น
ไข่เยี่ยวม้า (ได้
ทั้งของหมักดองและสีเข้ม่าย) แหนมต่างๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมก็แหนมปลาไงครับ
ไก่ดำก็ดูเข้าท่าดีแต่ราคา
เอาเรื่องเหมือนกัน หรือจะเป็นของหวานเช่นถั่วดำ ถั่วแดงก็ได้
หรือจะเอาตามสูตรอาจารย์ดังก็ขนมเปี
ยกปูน (สีมันดำดี) คงจะพอนึกออกกันแล้วนะครับว่าจะหาอะไรมาใส่บาตรในวันพรุ่งนี้..
การตักบาตรส่งเสริมดวงเรื่องการงานของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวัน
ดวงดาวที่ส่งเสริมเรื่องของการงาน
ของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวันนั้น
เป็นดวงดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวนพเคราะห์ นั้นคือดาวพฤหัส
นั่นเองครับม่บร ดาวพฤหัสในความหมายของโหราศาสตร์ เป็นดาวที่หมายถึงความดีความงาม
หรือดาว
พระบม่บร ดาวนักบวชก็เรียกได้เช่นกัน การหาอาหารมาใส่บาตรเพื่อบูชาดาวพฤหัส
และส่งเสริมดวง
ด้านการงานของผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนนั้น จะเป็นอาหารประเภทที่มีรสชาติจืด
และมักจะเป็นอาหารหลัก
ทานแล้วอยู่ท้อง พูดมาถึงขนาดนี้แล้วมาเฉลยกันดีกว่าว่าเป็นอาหารประเภทอะไร
ง่ายมากครับอาหาร
จำพวกข้าวไง จะเป็นข้าวเจ้า ข้าวสวยภ
หรือเป็นข้าวที่มีการทำให้ผ่านขบวนการแปรรูปชนิดต่างๆ (ไม่
รวมอาหารแปรรูปที่มาจากข้าวบาเล่ย์นะครับ อันนั้นใช้ใส่บาตรไม่ได้ครับ)
เช่นขนมปังต่างๆ อาหารที่ทำ
มาจากแป้งประเภทต่างๆ แต่เน้นว่าทานแล้วต้องอิ่มท้องอยู่ท้องนะครับ

สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนเทพยดาพระราหู ทรงครุฑเป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นหรือรูปครุฑประดับไว้ในบ้านหรือ
ที่ทำงานั้น เชื่อว่า ครุฑเป็นของ สูงท่านมีไว้จะทำให้สิ่งไม่ดีทั้งหลาย
แพ้พ่ายด้วยพญาครุฑ่บร
เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ควรใช้มีส้ม , ขาว้อ
พระที่บูชาและเสริมศิริมงคลแก่ท่านคือ พระปางเลไลย์, พระพิฆเนตร , พระหลวงพ่อทวด
, ร.5
อัญมณีเสริมดวงท่านคือ นิลและมรกตน
การทำบุญเสริมดวงคือ ไหว้พระราหูเสริมดวงหรือซื้อเทียนถวายวัด เชื่อว่า จะทำให้
เรื่องร้าย กลาย
เป็นดี ด้วยบารมีของพระราหูดพ้
เคล็ดลับการตักบาตรเสริมดวงของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางคืน
การตักบาตรเสริมดวงการเงินของผู้ที่เกิดในวันพุธกลางคืน
ผู้ที่เกิดในวันพุธกลางคืนนั้นจะมีดาวเจ้าการใ
นเรื่องการงานเป็นดาวจันทร์
ตามตำนานดาวจันทร์เป็นดาวที่สื่อถึงความงดงามอ่อนช้อยของเพศหญิง ถ้า
ในดวงของหญิงผู้ใดมีความสัมพันธ์กับดวงดาวจันทร์นี้
หญิงผู้นั้นก็จะมีความงดงามอ่อนช้อยทั้งภายนอกภายใ
น กริยามารยาทเรียบร้อยสมกับเป็นแม่ศรีเรือน
ชายใดได้เป็นภรรยาก็จะมีแต่ความสุขความสำเร็จ
เรียกว่าดวงเสริมดวงสามีก็ว่าได้ แต่ถ้าดาวจันทร์ไปสัมพันธ์กับดวงของชาย
ชายนั้นจะมีทวงท่าละม้าย
คลายหญิง ดูภายนอกจะดูตุ้งติ้งไปซักหน่อย แต่สำหรับการใส่บาตรวง
เพื่อเสริมดวงด้านการเงินของผู้ที่เ
กิดในวันพุธกลางคืนนั้น อาหารที่หามาตักบาตรนั้นเพื่อเป็นการบูชาดาวจันทร์
ซึ่งเป็นดาวการเงินของผู้ที่
เกิดวันพุธกลางคืนนี้ ก็ควรจะสรรหาอาหารที่มีรสชาตินุ่มนวล
กลมกล่อมเป็นอาหารที่มีความนุ่มกินง่ายทาน
ง่าย ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึงอาหารเด็กละครับใช้ได้ นมก็ดีหาง่ายด้วย
ไข่ต้มก็ดีไม่เลวน คราวนี้ผู้ที่เกิดวัน
พุธกลางคืนที่ต้องการเสริมดวงด้านการเงินจะเลือกอะไรมาใส่บาตรก็ตามสะดวกครับ
การตักบาตรเสริมดวงด้านการงานของผู้ที่เกินในวันพุธกลางคืน
ดวงดาวด้านการงานของผู้ที่เกิดในวันพุธ
กลางคืนคือดาวอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ในความหมายของโหราศาสตร์นั้นมีความหมายถึง
ความยิ่งใหญ่ พระ
ราชาา การกำเนิด ตำแหน่งลาภยศ
อาหารที่ใช้ใส่บูชาดวงอาทิตย์นี้ก็เป็นอาหารที่มีความสดใหม่ และมี
การทำให้สุกดี มีการผ่านความร้อน สะอาด
จะเป็นอาหารที่มีขั้นตอนในการปรุงแต่งมากหน่อย ยกตัว
อย่างเช่น แกงไก่กะทิ ข้าวผัดไข่ ฯลฯ แล้วแต่จะสรรหาดัดแปลงครับน่อย

สำหรับผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีเทพยดาวันพฤหัส ทรงกวางเป็นพาหนะด
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นหรือรูปกวางหรือรูปม้า
ประดับไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เชื่อว่า กวางเป็น
สัตว์ที่เป็นตัวแทนด้านรักและความโชคดีมีประดับไว้ทำให้โชคดี
เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ทำให้เกิดมงคลกับตนเอง ควรใช้สีเหลือง ,ส้ม้อ ,น้ำเงิน
และขาว จะทำให้มี
สง่า ราศีขึ้น
พระที่บูชาเสริมสิริมงคลคือ พระปางสมาธิน, พระแก้วมรกตส, หลวงพ่อโสธรส,
พระแม่อุมาเทวี ,
หลวงพ่อโตา, หลวงพ่อทวด, ฤาษี ,พระพิฆเนตร และ ริ. 5


อัญมณีเสริมดวงท่านคือ หยกและทองาง
การเสริมดวงท่านคือ ไปนมัสการขอพรไหว้เทพที่วัดเทพมนเฑียร ตรงข้ามวัดสุทัศน์
นำพวง มาลัยดอก
ดาวเรืองไปถวาย ไปวัน พฤหัสข้างขึ้น 9 - 15 ค่ำ จะเจริญขึ้น เชื่อว่า
ผู้ที่เกิดวันพฤหัส (วันครูญ)
ถ้าไปนมัสการเทพเทวดาแล้ว จะทำให้ชีวิต เจริญขึ้นเรื่อย ๆ อุปสรรคต่าง ๆ ก็หมดไป


เคล็ดลับการใส่บาตรเสริมดวงของผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดี
การตักบาตรเสริมดวงด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดี
ดวงดาวประจำการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของ
ผู้ที่เกิดในวันพฤหัสนั้นเป็นดวงดาวที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุด
ในบรรดาดวงดาวทั้งหมดในระบบสุริยะจักรวา
ลนั้นก็คือ ดวงอาทิตย์่
อาหารที่ใช้ใส่บูชาดวงอาทิตย์นี้ก็เป็นอาหารที่มีความสดใหม่ และมีการทำให้สุกดี
มี
การผ่านความร้อน สะอาด จะเป็นอาหารที่มีขั้นตอนในการปรุงแต่งมากหน่อย
ยกตัวอย่างเช่น แกงไก่
กะทิ ข้าวผัดไข่ ฯลฯ แล้วแต่จะสรรหาดัดแปลงครับน่อย็
การใส่บาตรเพื่อเสริมดวงด้านการงานของผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดี
ดวงดาวที่เป็นดาวตัวแทนในเรื่องงานข
องผู้ที่เกิดในวันพฤหัสบดีนั้น คือดาวศุกร์ด ดาวศุกร์ในความหมายของโหราศาสตร์นั้น
หมายถึงความสวย
งาม ความไพเราะ ความอร่อย์ด ทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ชวนให้ลุ่มหลงทั้งหลาย
ดังนั้นการสรรหาอาหารมา
ใส่บาตรเพื่อบูชาดาวศุกร์
และเสริมส่งดวงดาวด้านการงานของผู้ที่กำเนิดในวันพฤหัสบดีนั้น ควรจะเป็น
อาหารที่เริ่มจากมีรสชาติออกรสหวาน มีความหอมชวนกิน หรือมีลักษณะเป็นเส้นเป็นสาย
มีตัวอย่างเช่น
ข้าวแช่ไงครับหอมดี ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ก็ดี หรือมักโรนีผัดกุ้งก็ดีทีเดียวอ
พอรู้แนวของอาหารแล้วก็ลองเลือ
กหรือดัดแปลงอาหาร ที่จะนำมาตักบาตรบูชาดาวศุกร์กันเลยนะครับ
สำหรับผู้ที่เกิดวันศุกร์ทพยดาวันศุกร์ ทรงโคเป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่านง
ควรมีรูปปั้นหรือรูปโคหรือรูปปีเกิดท่านประดับไว้ที่ทำงานหรือบ้านท่าน เชื่อว่าจะ
ทำให้เทพยดาราศี เจ้าคุ้มครอง ทำให้ชีวิตดีขึ้น
เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ ทำให้เกิดมงคลกับตนเอง ควรใช้สีทองน, ขาว้อ, ฟ้า
จะทำให้มีราศีขึ้น
พระที่บูชาและเสริมสิริมงคลแกท่านคือ ปางรำพึงวร, พระนอน, พระแก้วมรกต
และบ้านเกิดท่าน
อัญมณีเสริมดวงท่านคือ ทองหรือไข่มุก
การทำบุญเสริมดวงคือือ ทำสังฆทานอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตและปัจจุบันชาติ
เชื่อว่า กุศล กา
รถวายสังฆทาน จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม และมาอนุโมทนาบุญด้วย
ทำให้ชีวิตท่านดีขึ้นห้


เคล็ดลับการตักบาตรเสริมดวงของผู้ที่เกิดในวันศุกร์
เคล็ดลับการตักบาตรเสริมดวงการเงินของผู้ที่เกิดในวันศุกร์
เนื่องจากดวงดาวการเงินของผู้ที่เกิดในวัน
ศุกร์นั้นคือ ดวงดาวที่เป็นดาวแห่งนักรบม่็ แน่นอนครับดวงดาวนั้นคือดาวอังคาร
ดาวอังคารนั้นในความ
หมายของโหราศาสตร์ หมายถึงความกล้าหาญ ความอดทน การต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นย
ส่วนอาหารตักบาตรที่
บูชาดาวอังคาร และเป็นการเสริมดวงด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันศุกร์นั้น
จะเป็นอาหารจำพวกเนื้อ
สัตว์ต่างๆ ตัวอย่าง เช่น หมูย่างครับอง หาซื้อง่ายต้อนเช้ามีขายอยู่ทั่วไป
หรือถ้าอยากจะยุ่งยากซัก
หน่อยาศ ก็จะเป็นพวกอาหารฝรั่งอย่างสเต็กก็ไม่มีใครว่าหรอกครับ
เคล็ดลับในการสรรหาอาหารตักบาตร เพื่อเสริมดวงด้านการงานของผู้ที่เกิดในวันศุกร์
ดวงดาวที่เป็น
ดาวประจำการในเรื่องการงานของผู้ที่เกิดในวันศุกร์นั้น คือดาวจันทร์ม่็
ดาวที่ภาษาโหราศาสตร์ใช้แทน
เพศสตรี แม่ การมีน้ำใจงาม ดาวจันทร์มีความหมายถึงสิ่งที่มีความนุ่มนวล อบอุ่นาม
ถ้าเป็นอาชีพก็จะ
หมายถึงอาชีพบริการประเภทต่างๆ เช่นนางพยาบาล แม่บ้าน แม่ครัว
อาหารที่ใช้ในการบูชาดาว
จันทร์ นั้นจะเป็นอาหารประเภทอาหารที่มีความนุ่มทานง่าย รสชาติกลมกล่อมนุ่มนวล
ถ้าให้ผมยกตัวอย่าง
ในความคิดผมผมจะนึกถึงอาหารของเด็ก ข้าวหอมมะลิร้อนๆ กับไข่ต้ม
ที่ไข่แดงไม่สุกดีนัก คิดแล้วน่า
อร่อยจัง ส่วนใครจะใส่บาตรด้วยอาหารอะไรก็ตามสะดวก
แต่สำคัญที่ว่าต้องเป็นอาหารที่นุ่มเคียวง่าย
รสชาติไม่ร้อนแรงเป็นใช้ได้ครับ

สำหรับผู้ที่เกิดวันเสาร์เทพยดาวันเสาร์ ทรงเสือเป็นพาหนะ
การเสริมบารมีท่าน ควรมีรูปปั้นหรือรูปภาพเสือ
ตั้งโต๊ะทำงานหรือประดับไว้ที่บ้านท่าน เชื่อว่า จะทำ
ให้ท่านมีพลังกายพลังใจในการต่อสู่ชีวิตมากขึ้น
เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่ เป็นมงคลกับตนเอง ควรใช้สี เขียว่, ดำ และน้ำเงิน
จะทำให้ท่านมีราศีขึ้น
พระที่บูชาเสริมศิริมงคลท่านคือ ปางนาคปรกร, ร.5, พระสังกัจจาย
และพระนารายณ์ิมศิ
อัญมณีเสริมดวงท่าน นิลสีดำล้อมเพชร
การทำบุญเสริมดวงคือ สร้างถนน , สะพาน ร่วมกับวัดหรือโรงเรียน เชื่อว่าจะทำให้
กิจการงานที่
ทำอยู่ราบรื่น และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
เคล็ดลับการตักบาตรเสริมดวงชะตาของผู้ที่เกิดในวันเสาร์
การเลือกสรรอาหารตักบาตรวง เพื่อเสริมดวงชะตาด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันเสาร์
ดวงดาวที่เป็น
ดาวประจำการ เรื่องของการเงินการทองของผู้ที่เกิดในวันเสาร์ นั้นคือดาวศุกร์
ในความหมายทาง
โหราศาสตร์ดาวศุกร์ นอกจากจะหมายถึงสิ่งสวยๆ งามๆ
แล้วยังใช้ทำนายเป็นตัวแทนของเงินได้อีกด้วย
ลองสังเกตผู้ที่เรียนด้านการเงินนั้น ส่วนมากจะมีหน้าตาสวยงาม
เนื่องจากอิทธิพลของดวงชะตากตผู ที่
ไปมีส่วนสัมพันธ์กับดาวศุกร์นี่เองครับ อาหารที่ใช้ในการตักบาตรเพื่อบูชาดาวศุกร์
และเป็นการเสริมดวง
ด้านการเงินของผู้ที่เกิดในวันเสาร์ นั้นจะเป็นอาหารประเภทที่ออกรสหวาน
หรือมีลักษะเป็นเส้นู้ พอพูด
มาถึงตอนนี้ก็คงจะถึงบางอ้อกันแล้วนะครับ ขนมจีนน้ำเงี้ยว ก๋วยเตี๋ยว ยากิโซบะ
สปาเกตตี ถ้าคล้ายๆ
อาหารอย่างที่กล่าวมาก็ถือว่าไม่ผิดกฎครับ จากนั้นตอนใส่ตั้งจิตให้เป็นกุศลซะหน่อย
รับรองช่วยเสริมดวง
การเงินของผู้ที่เกิดในวันเสาร์ได้สบายมากครับ
การใส่บาตรเพื่อส่งเสริมดวงด้านการงานของผู้ที่เกิดในวันเสาร์
เนื่องจากดวงดาวด้านการงานของผู้ที่เ
กิดในวันเสาร์นั้นคือดาวราหู ดาวราหูนั้นในความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้น
ไม่มีตัวตนเนื่องจากราหูเป็นเพี
ยงเงาของโลกเท่านั้น แต่ในความหมายของทางโหราศาสตร์ะ
ดาวราหูมีความสำคัญมากในการทำนายท
ายทัก เรื่องการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ของชีวิต
อาหารที่ใช้ใส่บาตรเพื่อบูชาดาวราหู คือ
อาหารจำพวกของหมักดองั้ง หรือของที่มีสีออกเข้ม
ถ้าให้ผมยกตัวอย่างผมชอบนึกถึงไข่เยี่ยวม้า เพราะ
มันเป็นทั้งของหมักดองและมีสีดำแถมด้วย นอกจากนี้ก็ยังมี แหนมต่างๆง
แหนมปลาก็ดีเพราะกำลังเป็นที่นิ
ยมหาซื้อก็ง่าย ถ้ายังไงก็ลองคิดๆ กันดูนะครับว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ
ความสะดวกของคุณดีกว่าง เรา
ตักบาตรด้วยจิตที่เป็นกุศลก็มีค่ามากกว่าราคาอาหารเสียอีก..
ขอบคุณบทความดีๆจากคุณ คนต้นน้ำครับ

หมอคะสิวหนูหายแล้ว ดีใจจัง::นิตยสารตั้งตัว
ฉบับเดือนตุลาคม 2549

“สิวหนูหายแล้ว ดูสิคะหมอ” สาวสวยวัยกลางคน ร้องทักผมซึ่งทีแรกผมก็จำเธอไม่ได้ “หนูดีใจมากเลยค่ะ” วันนี้เธอเลยพาลูกสาวมาปรึกษาขอคำแนะนำจากผม “บอกเขาแล้วแต่เขาไม่ค่อยเชื่อค่ะ เลยให้หมอบอกดีกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยให้คุณหมอเหนื่อยแทน” คุณแม่ โยนภาระมาให้ผมรับ ก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ

ผมพอจะจำสุภาพสตรีท่านี้ได้ลางๆ ก่อนนั้นเธอไม่สวยขนาดนี้ จำได้ว่าตอนมาพบผมครั้งแรก หน้าตาเธอมันมาก สิวขึ้นเต็มหน้า โดยเฉพาะรอบๆปาก เม็ดใหญ่ๆทั้งนั้น เธอเคยบอกว่า มีสิวมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนอายุเกือบ50 แล้วก็ยังเป็นสิวตลอด เม็ดนี้ยุบ เม็ดใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้ตลอด ใช้เครื่องสำอางค์อะไรก็แพ้ เห็นเพื่อนเขาใช้กันแล้วสวย อยากจะใช้บ้าง สิวก็โผล่ขึ้นมาอีก หาหมอรักษาสิวกินยามาตลอด ดูดออกก็แล้ว ก็ยังขึ้นมาอีกจนหมดกำลังใจที่จะรักษา เลยปล่อยตามบุญตามกรรม

“โดยเฉพาะรอบๆปากนี่หมอ เป็นจนดำไปหมด ตัวก็ขาวปากก็ดำ มีสิวเม็ดโตๆขึ้นอีก มันสวยไหมละหมอ เสียเงินรักษามาหนักหนาแล้ว ใครว่าหมอที่ไหนเก่งก็ไปรักษาหมด ก็เป็นผู้หญิงนี่คะ อยากสวย หมดเท่าไรไม่ว่า แต่รักษามาจนแก่แล้วก็ไม่หายเสียทีเบื่อมากๆ” เธอเล่าให้ผมฟังตอนมาพบผมใหม่ๆ

ตอนนั้นหน้าเธอดูแย่มากจริงๆ จะไม่แย่ได้อย่างไร สิวขึ้นเต็มหน้าอย่างนี้ เธอรักษาทั้งยากิน ยาทา ฝังเข็ม ดูดหัวสิว, ขัดหน้า, พอกหน้า แต่พฤติกรรมในการกินการอยู่ เธอไม่ใส่ใจเอาเสียเลย รักษาก็รักษาไป แต่พฤติกรรมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แล้วสิวจะหายได้อย่างไร ลองพิจารณากันดูว่าเธอดำเนินชีวิตผิดหลักธรรมชาติอย่างไรบ้าง อย่างแรกเธอชอบดื่มน้ำเย็นเจี๊ยบ ชอบดื่มน้ำอัดลม ดื่มมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เธอบอกว่ามันชื่นใจดี เวลาทำงานเหนื่อยๆ ร้อนๆ ดื่มไปสักขวดก็จะสดชื่นทำงานต่อไปได้ ถ้าไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด ร้อนรุ่มใจ และอีกอย่างที่ชอบเป็นชีวิตจิตใจคือ ขนมเค้ก ครีมที่ราดหน้าหวานๆ สวยๆ เธอชอบนัก ใครอย่ามาแย่งเชียว โกรธกันตายเพราะมันอร่อยดี เธอบอกผม

ดื่มน้ำมากค่ะหมอ วันละเกือบ 3 ลิตร 10 กว่าแก้ว ตื่นขึ้นมาก็ดื่ม 2-3 แก้วเลย ได้ยินมาว่า เช้าๆดื่มน้ำมากๆแล้วร่างกายแข็งแรง ก็เลยทำตามที่เขาบอกกันมาตลอด ระหว่างวันก็ดื่มตลอด ครั้งละแก้วสองแก้ว ช่วงกินอาหารก็กินข้าวไปดื่มน้ำไป กลัวข้าวมันจะติดคอ และชอบกินเผ็ดด้วย จึงต้องดื่มน้ำช่วย ก่อนนอนเธอดื่มน้ำ 2 แก้ว แต่ทำไมการขับถ่ายไม่ค่อยดี ท้องผูกถ่ายยาก บางครั้ง 2-3 วันจึงถ่าย ต้องใช้ยาระบายช่วย

“เป็นอย่างไรกันแน่คะหมอ เขาบอกว่าดื่มน้ำมากๆ แล้วจะถ่ายดี แต่กลับท้องผูก ร้อนในมาก เหงื่อออกมาก ไปไหนมาไหนก็เหงื่อออกพลั่ก แป้งที่ทาไว้ก็หายไปหมด เหลือแต่หน้ามันย่อง เช็ดจนผ้าเช็ดหน้าเปียกซึม ถ้าไม่ดูหน้าเกลียดก็ว่าจะพกผ้าเช็ดตัวแทนแล้ว ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อไม่หมด เปียกชุ่มเลยล่ะหมอ” เธอโอดครวญให้ฟัง

ผมจึงได้อธิบายได้เธอเข้าใจว่า ร่างกายนั้นประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ต้องสมดุลกัน ไม่มากไม่น้อยเกินไป น้ำมากเกินไปก็เกิดน้ำท่วมได้ เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆว่า น้ำที่ท่วมอยู่ปัจจุบันในหลายจังหวัด หรือดิน ภูเขาพังทลายก็เพราะน้ำมากเกินไปนี่แหละ

การดื่มน้ำมาก แต่ผิดวิธี ผิดเวลา ก็ทำให้เราเจ็บป่วยได้ เช้าตื่นขึ้นมาดื่มน้ำ 2-5 แก้วได้ ถือว่าทำได้ดีถูกวิธี เพราะเช้าๆเป็นเวลาที่ร่างกายต้องการขับพิษออก เราจึงใช้น้ำเป็นตัวช่วยล้างพิษ เพื่อร่างกายจะได้ขับพิษออกมาทางอุจจาระ ปัสสาวะและเหงื่อได้เต็มที่ สารพิษจะได้ไม่หมักหมมอยู่ในร่างกาย

แต่การที่ดื่มน้ำเย็นตลอดเวลานั้น ไม่ถูกต้องแน่เพราะน้ำเย็นจะดึงอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลง (อุณหภูมิปกติของร่างกายอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส) เมื่อร่างกายมีความเย็น ความชื้นมาก ก็ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก อวัยวะต่างๆ ได้รับเลือดลมหล่อเลี้ยงไม่พอ ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจึงด้อยลง
และในช่วงการกินอาหาร ถ้าเราดื่มน้ำมากเกินไป น้ำ 2-3 แก้วและยังเป็นน้ำเย็นอีก ก็เป็นการทำลายไฟในการย่อยอาหาร อาหารที่กินเข้าไป ซึ่งหวังว่าจะได้ไปสร้างเลือดเนื้อหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรง ก็กลับหมักหมมทับถมกันเป็นของเน่าเสีย เกิดเป็นแก๊สพิษ (Toxin) ขึ้นมามากมายในลำไส้ แล้วลำไส้เราก็ดูดซึมเอาไปหล่อเลี้ยงร่างกายอีก

เมื่อเกิดของเสียขึ้นมาในร่างกาย ร่างกายเราจะพยายามขับของเสียเหล่านั้นออกโดยอัตโนมัติ ทางอุจจาระ ทางปัสสาวะ ทางลมหายใจ ทางผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสิว ฝี กระ ขี้แมลงวัน ไฝ ฝ้า โรคผิวหนังต่างๆ ล้วนเป็นฝีมือของกระบวนการขับพิษของร่างกายเราทั้งสิ้น

และเราเองก็สามารถทราบได้ว่า ร่างกายเราขับของเสียประเภทใดออกมา ขับออกมาจากส่วนใดของร่างกาย สารพิษนั้นมากน้อยรุนแรงขนาดไหน โดยดูด้วยตาของตัวเองก็ทราบได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อะไรให้ที่ยุ่งยากเลย

สิวรอบปากสีแดงเม็ดใหญ่ บอกให้ทราบว่า เขาหรือเธอผู้นั้นมีการย่อยอาหารและการขับถ่ายที่ไม่ดี เกิดการหมักหมม แก๊สพิษมากมาย ในกระเพาะและลำไส้ จะมีอาการร้อนในมาก จึงอยากดื่มแต่น้ำเย็นเพื่อดับความร้อน แต่ยิ่งดื่มน้ำเย็นมากเท่าไร ก็ยิ่งร้อนในและเกิดสิวมากขึ้นอีก และสิวนั้นก็ยิ่งอักเสบร้ายแรงขึ้น เม็ดใหญ่ขึ้น

สิวที่กลางแก้ม แสดงว่ามีคลังเก็บกรดไขมันและมูก อันเกิดจากการบริโภคเนื้อ นม ไข่มากเกินไป

สิวที่ขึ้นระหว่างคิ้วเหนือสันจมูก แสดงว่ามีไขมันแข็งๆ พอกตับหรือมีอาการก่อนิ่วขึ้นในถุงน้ำดีแล้ว

สิวที่ขึ้นหน้าผาก แสดงถึงลำไส้เล็กหรือกระเพาะปัสสาวะที่ย่อยไม่ดี และร้อนมาก ดื่มน้ำน้อย

ผุ้ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กวัยรุ่น หลายท่านคงปวดหัวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาสิวของลูกๆหลานๆ กันพอสมควร ไม่มีใครอยากเห็นลูกหน้าเขรอะไปด้วยสิว ต่างก็ยอมจ่ายเงินให้ แต่จ่ายเท่าไรก็ไม่รู้จบเสียที หายไม่กี่วันก็ขึ้นอีก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหันมาดูที่ต้นเหตุกันบ้าง ว่าแท้จริงแล้วสิวเกิดจากอะไร

การที่ผมบอกว่าระบบย่อยทำงานไม่ดี มิได้หมายความว่าเป็นโรคกระเพาะลำไส้ร้ายแรงอะไร เพียงแต่ทำหน้าที่ย่อยอาหารไม่ดีเท่านั้น สังเกตุได้จากอาการท้องอืด มีลมมาก เรอ ผายลมบ่อย ร้อนใน ปากลิ้นเป็นแผล หน้าแดง เหงื่อออกมาก ลำตัวช่วงบนร้อน ช่วงล่างเย็น อาการเหล่านี้แสดงว่าการย่อยของกระเพาะไม่ดี มีสารพิษสะสมเกิดขึ้นแล้ว ควรรีบแก้ไข โดยการขับพิษออก และเร่งเสริมระบบย่อยให้แข็งแรง

สิวนั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้าอย่างเดียว สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และทั้งภายนอกและภายใน ที่ขึ้นภายนอกก็มองเห็นได้ จัดการรักษาได้ แต่ที่ขึ้นภายในนี่สิ มองไม่เห็นและไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ จะมารู้ก็ต่อเมื่อมันแสดงฤทธิ์มากขึ้น กลายเป็นฝี เป็นเนื้องอกเป็นมะเร็งแล้ว

มีสาวๆหลายท่านที่สิวขึ้นหลังช่วงบน จนไม่สามารถอวดความงามเบื้องหลังได้ ใส่เสื้อสายเดี่ยวไม่ได้เลย เพื่อนๆเขาใส่กัน อยากใส่บ้าง แต่สิวตัวร้ายยึดครองพื้นที่อยู่เต็มแผ่นหลัง อาการอย่างนี้บอกให้ทราบว่าระบบย่อยไม่ดีเลย อาหารที่กินไม่ย่อยสะสมกลายเป็นสารพิษถูกขับดันออกมาที่หลัง

บางท่านเป็นสิวที่ก้น เป็นกันมากเลย รวมทั้งตัวผมเองด้วยผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน ย่อยไม่ดี ขับถ่ายไม่ดี ก็จะเกิดหมักหมมเป็นความร้อนขับดันของเสียออกมา
ข้อแนะนำในการจัดการกับสิว ฝี กระ ฝ้า เม็ดผดผื่น คัน เหล่านี้ก็คือ

1.จะต้องขับพิษออกจากร่างกาย โดยใช้การล้างพิษตามวิธีต่างๆ เช่น ดื่มแต่น้ำเปล่า น้ำผักผลไม้ สัก 2–7 วัน ใช้ยาถ่าย ยาระบาย หรือการสวนล้างลำไส้ สัก 2 สัปดาห์ โดยทำติดต่อกันทุกวัน
2 หลีกเลี่ยง เนื้อ นม ไข่ หรือกินให้น้อยๆหน่อยแล้วกินผักผลไม้ ธัญพืช ให้มากๆ เพื่อจะได้มีกากใย ไปกวาดเอาของเสียออกจากร่างกาย และมีเอ็นไซม์ในการย่อยที่ดี ถ้าระบบย่อยไม่สู้ดีก็ใช้ ขมิ้น ขิง ช่วยย่อย
3. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม ของทอดๆมันๆ
4. เช้าตื่นขึ้นมาดื่มน้ำ 2-5 แก้ว ระหว่างรับประทานอาหารอย่าดื่มน้ำมากนัก 40 นาทีแล้วจึงค่อยดื่มน้ำต่อไป โดยดื่มเรื่อยๆ อย่าดื่มครั้งละมากๆ แต่ดื่มบ่อยๆ รวมแล้วควรจะให้ได้สัก 8-10 แก้วต่อวัน
5. ถ้าหน้าตาแดง ตัวร้อน ก็หาสมุนไพรที่ขับพิษร้อนมากินบ้าง เช่น ใบบัวบกนำมาปั่นกินน้ำ ใบย่านางมาคั้นหรือต้มกิน น้ำมะพร้าวอ่อน หรือสมุนไพรรสขมๆ มาต้มกินเพื่อลดความร้อน ถอนพิษออกจากร่างกาย เพราะพิษร้อนนี่แหละทำให้สิวเห่อขึ้นมา อย่านอนให้ดึกนักเพราะจะทำให้ร่างกายร้อน
6. ดูแลใบหน้าและร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ ใบหน้านั้นอาจใช้ผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นนำมาพอกก็ได้ เช่น แตงกวา มะเขือเทศ มะเฟือง หรือ ถั่วเขียวปั่นละเอียด ก็ใช้ได้ดี


ถ้าได้ดูแลตามที่ผมแนะนำแล้ว ก็เชื่อได้ว่าสิววจะค่อยๆ ลาจากท่านไป ใบหน้าก็จะสวยใส โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายในการขับไล่ไสส่งสิวให้ออกไปจากใบหน้าของท่าน

Photobucket - Video and Image Hosting

Photobucket - Video and Image Hosting

Photobucket - Video and Image Hosting





Photobucket - Video and Image Hosting



"ทิศเหนืออับลม ทิศใต้รับลม" ก็จริงอยู่นะ แต่คอนโดเป็นห้องที่ต้องปิดประตู ถ้าไม่เปิดทางเข้าออกให้ลม ลมจะพัดผ่านห้องได้รึ?
ครั้นจะเปิดประตูทั้งวัน ก็จะโดนเพื่อนบ้านประณามได้ ฉะนั้น การติดพัดลมระบายอากาศ จึงน่าจะสำคัญ เพื่อให้อากาศในห้องหมุนเวียน

วิกรม แสงคิสิริ, สสิธร เทพตระการพรสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
กลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในอาคารปิด (Sick Building Sybdrome)

ปัจจุบัน ในหลายประเทศทั่วโลก ได้ให้ความสนใจเรื่องคุณภาพอาการภายในอาคารเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากคนส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่ในอาคารเกือบร้อยละ 90 ของเวลาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงเรียน สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และในอาคารอื่นๆ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า ร้อยละ 30 ของอาคารทั่วโลกอาจมีปัญหาด้านคุณภาพ อากาศภายในอาคาร (Indoorr Air Quality) ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหากลุ่มอาการ ที่เกิดจากการทำงานในอาคารปิดได้

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US EPA) ได้อธิบายความหมายของ "Sick Byilding Syndrome, SBS" หรือกลุ่มอาการป่วยว่า เป็น "สถานการณ์ที่คนทำงานในอาคาร เกิดอาการผิดปกติทางสุขภาพ หรือเกิดผลกระทบต่อความสบาย ในการทำงาน เนื่องจากสาเหตุหลากหลาย ที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ กับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้ ปัญหาอาจเกิดขึ้น เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือทุกส่วนของอาคารก็ได้ อาคารที่พบ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล เคืองตา ไอ แน่นหน้าอก อ่อนล้า ปวดศีรษะ อาการป่วยดังกล่าว เป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค และมักจะหายเมื่อออกจากอาคาร"

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำนิยามของคำ Sick Byilding Syndrome ว่าเป็นอาหารระคายเคืองของผิวหนัง และเยื่อบุที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน รวมถึงอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และไม่มีสมาธิ ซึ่งรายงานจากผู้ที่ทำงานในอาคารสำนักงานใหม่ และอาคารที่ผู้อาศัยอย่างน้อยร้อยละ 10-30 มีอาการระคายเคือง เจ็บป่วย และอาการขางเคียงอื่น ที่อาจมีสาเหตถจากอาคารที่อยู่ แต่ไม่สามารถตรวจพบอาการทางคลินิกได้

นอกจากนี้ มีคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก เช่น Tight Building Syndrome หมายถึง ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงาน อยู่ในอาคารที่มีการระบายอากาศไม่เพียงพอ ซึ่งมีความหมายที่แคบกว่า หรือความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับอาคาร (Building-ralted Illness) และความเจ็บป่วยที่เกิดจากสาเหตุจำเพาะในอาคาร (Specific Building-ralted Illness) โดย 2 คำหลังนี้ ใช้เฉพาะในกรณีที่ทราบสาเหตุของโรค เช่น เกิดจากสารแขวนลอยในอากาศภายในอาคาร ฝุ่น อินทรีย์ โปรตีนจากสัตว์ หรือเชื้อโรค ซึ่งแม้ว่า ผู้ป่วยได้ออกจากอาคารแล้ว จะค้องใช้เวลาพักรักษาตัว ตัวอย่างเช่น โรคลิจิแนร์ (Legionnaire's disease) โรคภูมิแพ้ และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

ในอดีต ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก (ปี ค.ศ.1973) การออกแบบอาคาร ตลอดจนระบบต่างๆ ภายในอาคารมักเน้นความสบาย ของผู้อาศัยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงานมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมัน และพลังงานไฟฟ้ายังมีราคาถูกอยู่ อาคารในยุคปัจจุบันนั้นจึงมีลักษณะ
  • โครงสร้างอาคารไม่แน่นหนามากนัก มีช่องระบายอากาศโดยรอบอาคารค่อนข้างมาก
  • การส่องสว่างค่อนข้างสม่ำเสมอ และเพียงพอต่อความต้องการโดยทั่วทุกส่วนของอาคาร
  • ระบบปรับอากาศก็ควบคุมอุณหภูมิ ให้อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ทำให้ผู้อาศัยรู้สึกสบาย และมีการนำอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าสู่ภายใน ค่อนข้างมาก

ต่อมาภายหลังวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้การออกแบบตัวอาคาร และระบบต่างๆ ภายในได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นความสำคัญด้านการประหยัดพลังงานเป็นหลัก ส่วนความสบายนั้น ลดลงมาอยู่ในระดับผู้อาศัยส่วนใหญ่ ยอมรับได้เท่านั้น กล่าวคือ

  • ตัวอาคารก่อสร้าง ให้แน่นหนามากขึ้น เพื่อลดการรั่วของอากาศร้อน ชื้น ภายนอกเข้าสู่อาคาร
  • ใช้ฉนวนกันความร้อน เพื่อลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกอาคาร ซึ่งฉนวนเหล่านี้อาจก่อให้เกิดสารปนเปื้อน ในอากาศ ภายในอาคารได้ เช่น สารก่อความระคายเคือง สาร formaldehyde
  • ลดความเข้มในการส่องสว่างบริเวณทั่วไปของอาคารลง
  • ใช้ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System) เพื่อควบคุมปริมาณการใช้พลังงาน ของอาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบปรับอากาศซึ่งใช้พลังงานมากที่สุดในตัวอาคาร เช่น Program Optimum Start / Stop
  • นำอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าสู่อาคารน้อยลง โดย ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating, and Air-Conditioning Engineers) กำหนดอัตราการระบายอากาศต่ำสุด เพื่อการอนุรักษ์พลังงานไว้ที่ 5 ลูกบาศก์ฟุต/นาที/คน (cfm/คน) ซึ่งแต่เดิมได้กำหนดไว้ที่ 15 cfm/คน ด้วยวัตถุประสงค์ในเบื้องต้น คือ เพื่อเจือจาง และลดกลิ่นจากตัวคน
ในกรณีของการนำอากาศจากภายนอกอาคาร เข้ามาด้วยอัตรา 5 cfm/คน นั้น พบว่า ไม่เพียงพอต่อการคงไว้ซึ่งสุขภาพ และความสบายของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบ HVAC (Heating, Ventilating, and Air Conditioning) ไม่สามารถกระจายอากาศไปสู่ทุกคนได้ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ของปัญหากลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงาน ในอาคารปิด และในท้ายที่สุด ASHRAE ก็ได้ปรับค่ามาตรฐานใหม่ โดยคำนึงถึงคุณภาพอากาศภายในอาคาร ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ควบคู่ไปกับการลดการใช้พลังงานด้วย กล่าวคือ ให้มีอากาศเข้าภายในอาคาร 15 cfm/คน สำหรับพื้นที่ในสำนักงานให้เป็น 20 cfm/คน โดยไม่คำนึงว่า มีการสูบบุหรี่หรือไม่ และสูงถึง 60 cfm/คน ในบางพื้นที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม ตามปกติในพื้นที่นั้นๆ เช่น ห้องสูบบุหรี่ (ASHRAE Standard 62-1989)

ประวัติศาสตร์ของ Indoor Air Quality

เริ่มตั้งแต่สมัย 500 ปี ก่อนคริสตศักราช โดยนักปราชญ์ชาวกรีก ได้ให้ความสำคัญ และมีการกล่าวถึงเรื่อง คุณภาพอากาศภายในเหมือง
ในสมัยโรมัน Pliny the Elder ได้แนะนำให้มีการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น ขณะทำการตัดหิน หรือทำงานในเหมืองแร่ใยหิน
ในปี 1858 ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า อัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ ภายในโรงพยาบาล ควรเป็น 25 cfm/คน เพื่อป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล

ในปี 1895 มีการใช้สารฟอร์มัลดีไฮด์กันอย่างกว้างขวาง ในการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค

ในช่วงหลังปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงเกิดมาตรการประหยัดพลังงานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นผลให้การระบายอากาศภายในอาคาร ไม่เพียงพอ เกิดเป็นปัญหาสะสมมลพิษ ภายในอาคาร ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น US EPA, ASHRAE etc. และหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น WHO จึงได้กำหนดค่ามาตรฐานด้าน Indoor Air Quality เพื่อใช้เป็นค่าแนะนำในการควบคุม คุณภาพอากาศภายในอาคาร
สำหรับประเทศไทยนั้น ยังไม่มีหน่วยงานใด กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ ภายในอาคารโดยตรง แต่ก็มีกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้อง คือ
กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หมวด 2 ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า และระบบป้องกันเพลิงไหม้ ได้กำหนดอัตราการระบายอากาศในอาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษไว้ ได้แก่ โรงพยาบาล ห้องพักในโรงแรม หรืออาคารชุด สำนักงาน ฯลฯ

  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 6/2538 เรื่อง กำหนดจำนวนคนต่อจำนวนพื้นที่ ของอาคารที่พักอาศัยที่ถือว่า มีคนอยู่มากเกินไป ภายใต้พระราช
  • บัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ได้กำหนดพื้นที่ในอาคารให้มี ไม่น้อยกว่า 3 ตารางเมตร/คน และได้กำหนดเช่นเดียวกันนี้ สำหรับพื้นที่ของคนงานก่อสร้าง และของอาคารโรงงานด้วย ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 7/2538 และ 8/2538 ตามลำดับ
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ซึ่งกำหนดสถานที่ หรือยานพาหนะใดๆ ที่เป็นสถานที่สาธารณะ เป็นเขตปลอดบุหรี่ และได้กำหนดสภาพ ลักษณะ และมาตรฐานของเขตปลอดบุหรี่ เกี่ยวกับการระบายควัน หรืออากาศ และได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 10 พ.ศ.2545 บังคับให้สถานที่สาธารณะ 19 ประเภท ซึ่งขณะทำการ และให้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2545

การดำเนินงานด้านคุณภาพอากาศ ภายในอาคารในประเทศไทย

การดำเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร เท่าที่มีการสืบค้นได้นั้น ได้มีการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ดังนี้

ปี พ.ศ.2536 มีการสำรวจก๊าซเรดอน ในอาคารในประเทศไทย เพื่อให้ทราบการกระจายและความเสี่ยง เท่าที่มีข้อมูลรายงานจนถึงปัจจุบัน มีการสำรวจไปแล้ว 20 จังหวัด ผลปรากฎว่า พบก๊าซเรดอนในทุกอาคาร ที่สำรวจในทุกจังหวัด และจังหวัดที่มีแนวโน้มว่า มีก๊าซเรดอนสูงพบว่า อยู่ในภาคเหนือ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องสำรวจ ให้ได้พื้นที่มากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้แน่นอน (สมชัย บวรกิตติ และปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ 2543)

ปี พ.ศ.2542 กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ภายในบริเวณศูนย์อาหาร และอาคารจอดรถของอาคารสาธารณะ และห้างสรรพสินค้า จำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง พบว่า บริเวณศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า 3 ใน 9 แห่ง มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐาน กำหนด โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 1,170-1,302 ppm (ASHRAE กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 1,000 ppm) สำหรับบริเวณอาคารจอดรถ 6 ใน 11 แห่ง พบปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ มีค่าอยู่ระหว่าง 12-46 ppm ซึ่งเกินค่ามาตรฐานกำหนด (ASHRAE กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 9 ppm) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ (PM10) ในอาคารจอดรถ 3 แห่ง มีค่าอยู่ระหว่าง 154-210 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานกำหนด (US EPA กำหนดค่าตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีได้ไม่เกิน 150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร)

ปี พ.ศ.2542-2543 สถานการณ์ของแหล่งเพาะเชื้อ ลีจิโอเนลลา นิวโมฟิวลา ภายในอาคาร ซึ่งจากรายงานการศึกษา ของสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย โดยการตรวจสอบทางกายภาพ และเก็บตัวอย่างน้ำ จากหอหล่อเย็น บ่อ หรือถังพักน้ำ ถาดรองรับจากเครื่องปรับอากาศ ก็อกน้ำ และฝักบัว จากแหล่งต่างๆ ได้แก่ อาคาร โรงแรมในเขตกรุงเทพฯ 28 แห่ง ต่างจังหวัด 3 แห่ง รวม 31 แห่ง และเข้าทำการตรวจสอบการดำเนินงาน มาตรการป้องกัน การระบาดของเชื้อลีจิโอเนลลาในโรงแรม 24 แห่ง พบว่า โรงแรมส่วนใหญ่มีมาตรการในการควบคุมเชื้อลีจิโอเนลลา โดยการใช้สารเคมีในการควบคุม เชื้อลีจิโอเนลลา โดยการใช้สารเคมีในการควบคุมเชื้อ และมีการขัดล้างทำความสะอาด นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ หาเชื้อลีจิโอเนลลาในโรงแรม 7 แห่ง ผลการวิเคราะห์พบเชื้อลีจิโอเนลลา ในโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ 4 แห่ง โรงแรมในต่างจังหวัดอีก 1 แห่ง ส่วนอาคารสำนักงาน 14 แห่ง ตรวจพบเชื้อลีจิโอเนลลา 1 แห่ง สำหรับอาคารในโรงพยาบาล 2 แห่ง ตรวจพบเชื้อลีจิโอเนลลา 1 แห่ง ส่วนบ้านพักนักกีฬา 2 แห่ง ตรวจไม่เชื้อลีจิโอเนลลา

ปี พ.ศ.2543 ได้มีการดำเนินการสำรวจสารคุกคาม จากการสูบบุหรี่ ในห้องพักสูบบุหรี่ที่ ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างอากาศ เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณฝุ่นแขวนลอย แคดเมียม สารหนู และไอระเหย ได้แก่ โทลูอีน ฟีนอล และอะซีโตน ผลการตรวจไม่พบปริมาณของวัสดุ สารที่สำรวจสูงเกินขีดความปลอดภัย ยกเว้นปริมาณฝุ่นทุกขนาดที่พบว่า มีปริมาณภายในห้องสูบบุหรี่สูงกว่าภายนอกห้อง การศึกษาให้ผลสรุปว่า ผู้ที่ใช้ห้องพักสูบบุหรี่ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ มีความปลอดภัยจากวัสดุสาร ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ (วิกรม เสงคิสิริ, สมชัย บวรกิตติ 2543)

ปี พ.ศ.2544 กองอาชีวอนามัย กรมอนามัย (เปลี่ยนเป็นสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2546) ได้เริ่มดำเนินการตรวจวัดปริมาณก๊าซ และไอระเหยของสารเคมี ที่ใช้ในโรงพยาบาล ได้แก่ ก๊าซที่ใช้ในการดมยาสลบ (โรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ Nitrous oxide และ Halothane และเมื่อรั่วไหลออกจากระบบ และปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศ ภายในโรงพยาบาลจะเรียกรวมๆ เป็น Waste Anesthetic Gas, WAGs) รวมถึงสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค อุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ เช่น Formaldehyde, Glutaraldehyde เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน ในโรงพยาบาล ผลพบว่า เฉพาะห้องผ่าตัดที่มีระบบกำจัดก๊าซทิ้ง มีระดับค่า WAGs อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ทั้งนี้สถาบันอาชีวอนามัย และความปลอดภัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NIOSH) กำหนดค่าความเข้มข้นเฉลี่ย 8 ชั่วโมง การทำงานของก๊าซ Nitrous oxide ไม่ควรเกิน 25 ppm และ Halothane ไม่ควรเกิน 2 ppm จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการตรวจประเมินในโรงพยาบาลไปแล้ว 9 แห่ง และโรงพยาบาล 4 ใน 9 แห่งนี้ ได้ดำเนินการปรับสภาพการทำงาน โดยการติดตั้งระบบกำจัดแก๊ซทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว (สสิธร เทพตระการพร และคณะ 2545)

ปี พ.ศ.2544-2545 สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการจัดทำหลักเกณฑ์ และมาตรฐานควบคุมเหตุรำคาญ และกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ประเภทกิจการโรงแรม หรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน โดยได้ดำเนินการสำรวจโรงแรมทั้งสิ้น 20 แห่ง พบว่า อัตราการไหลของอากาศ จากภายนอกเข้าสู่ภายในของโรงแรมขนาดใหญ่ และขนาดกลางกว่าร้อยละ 80 ต่ำกว่าค่าที่เสนอแนะโดย ASHRAE และกว่าร้อยละ 30 ของโรงแรมขนาดใหญ่ และขนาดกลาง มีระดับก๊าซ CO2 ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งถึงการไหลเวียนอากาศ มีค่าสูงเกินค่าที่กำหนดโดย OSHA (Occupational Safety and Health Administration กำหนดไว้ที่ 800 ppm) นอกจากนี้ยังพบว่า สถานประกอบการควบคุมการสูบบุหรี่ในอาคาร อย่างจริงจัง และจากผลการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้น ของอนุภาคขนาดเล็ก (PM10) ซึ่งแหล่งที่มาที่สำคัญ คือ ควันบุหรี่ พบว่า กว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ที่ตรวจวัด มีระดับสูงเกินค่ามาตรฐาน

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2545 กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการสุ่มตรวจสอบ คุณภาพอากาศภายในร้านอาหาร ที่มีการประกอบปรุงบนโต๊ะอาหารจำนวน 12 แห่ง พบว่า ร้านอาหารที่มีการประกอบปรุงบนโต๊ะ ด้วยแก๊สมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุก (เฉลี่ย 1,411 ppm) รองลงมาคือ การใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง (เฉลี่ย 857 ppm) และการใช้ไฟฟ้ามีค่าต่ำสุด (เฉลี่ย 717 ppm) ทั้งนี้ระดับความเข้มข้น ของ CO2 ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ คือ 800-1,000 ppm นอกจากนี้ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) พบมากที่สุดในกรณีของการใช้ถ่าย (เฉลี่ย 5.18 ppm) รองลงมาคือ การใช้แก๊ส และไฟฟ้า พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.58 ppm และ 2.36 ppm ตามลำดับ สำหรับระดับความเข้มข้นของ CO ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้คือ >5 ppm จากผลการตรวจวัดดังกล่าว สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จึงได้แนะนำให้ร้านอาหารดังกล่าว ดำเนินการปรับปรุงโดยการทำความสะอาด ระบบระบายอากาศ และเพิ่มอัตราระบายอากาศภายในร้าน

สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น สถาบันอาชีวอนามัย และความปลอดภัยแห่งชาติ (National Institute of Occupational Safety and Health, NIOSH) ได้ทำการศึกษาข้อร้องเรียน อันเนื่องมาจากคุณภาพอากาศ ในอาคารในช่วงทศวรรษที่ 1970 และสามารถแยกสาเหตุของการเกิดปัญหาได้ดังนี้

ร้อยละ 52 เกิดจากการระบายอากาศในอาคารที่ไม่เพียงพอ เช่น การออกแบบที่ไม่ถูกต้อง การกระจายอากาศในอาคารไม่ดีพอ อุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะสม มีแหล่งมลพิษภายในระบบระบายอากาศ
ร้อยละ 16 เกิดจากการมีสารปนเปื้อนอยู่ในอาคาร เช่น ไอระเหยของน้ำยาทำความสะอาด จำพวกสารตัวทำละลาย หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา
ร้อยละ 10 เกิดจากมลพิษภายนอกอาคาร เช่น มลพิษการจราจร ควัน ฝุ่น ละอองเกสร
ร้อยละ 5 เกิดจากการปนเปื้อนด้านชีวภาพ
ร้อยละ 4 เกิดจากการปนเปื้อนของวัสดุตกแต่งอาคาร
ร้อยละ 13 ไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ EPA และหน่วยงานอื่นๆ ได้ดำเนินการสำรวจ และพบว่า สิ่งแวดล้อมภายในอาคารมีมลพิษ มากกว่าภายนอกอาคารสูงเป็นอัตรา 2-10 เท่า และได้มีการจัดอันดับปัญหามลพิษในอาคาร เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพ


ปัจจัยเหตุของกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงาน ในอาคารปิด

โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกปัจจัยเหตุของกลุ่มอาการ ที่เกิดจากการทำงานในอาคารปิดออกได้ เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

การระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ ด้วยเหตุผลของการประหยัดพลังงาน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้มีการนำอากาศบริสุทธิ์ จากภายนอกเข้าสู่อาคารไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการสะสมของกลิ่น เชื้อโรค และสารระคายเคืองต่างๆ ในอากาศที่หมุนเวียนภายในอาคาร ส่วนมากมักพบในอาคารที่ก่อสร้าง ในทศวรรษที่ 70 ซึ่งมักมีช่องอากาศบริสุทธิ์ค่อนข้างเล็ก และตัวอาคารค่อนข้างแน่นหนา บางครั้งอาจเกิดจากความจงใจ ของผู้ดูแลอาคารที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานของระบบปรับอากาศ จึงปิดช่องทางเข้าของอากาศบริสุทธิ์

สิ่งปนเปื้อนด้านเคมี จากแหล่งกำเนินในอาคาร แหล่งมลพิษด้านเคมีที่เกิดจากกิจกรรมภายในอาคาร ได้แก่ การสูบบุหรี่ การใช้สารกำจัดแมลง และปลวก การใช้แก๊สหุงต้ม มลพิษที่ปล่อยออกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในอาคาร เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ผงหมึกจากเครื่องพิมพ์ หรือเครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ที่กำลังทำงาน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด นอกจากนี้วัสดุภายในอาคารที่มักปล่อยสารระเหย ของสารเคมีออกมา ได้แก่ สีกาวที่ยึดเศษไม้ของแผ่นไม้อัด เฟอร์นิเจอร์ พรมปูพื้น แผ่นไวนิลปิดผนัง วัสดุบุผนัง และพื้น ซึ่งอาจปล่อย Volatile organic compounds (VOCs) เช่น formaldehyde ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้สาร formaldehyde เป็นสารเคมีที่มีกลิ่นฉุน มักพบในสารที่ใช้ทำกาว
สิ่งปนเปื้อนด้านเคมี จากแหล่งกำเนิดภายในอาคาร มลพิษที่ปนเปื้อนในอากาศภายนอกอาคาร เมื่อเข้าสู่อาคารได้ ก็เป็นปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

ไอเสียจากรถยนต์ เกิดจากเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดก๊าซ และอนุภาคในขนาดที่เข้าสู่ทางเดินหายใจได้ (ต่ำกว่า 10 ไมครอน) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้เม็ดเลือดแดง ไม่สามารถรับออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ทำให้เกิดอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ อาเจียน อ่อนเพลีย หมดแรง ความรู้สึกสับสน ถ้าได้รับในปริมาณมาก อาจทำให้หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง เยื่อบุนัยน์ตา จมูก และคอ เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจขัด ภูมิต้านทานโรคทางเดินหายใจลดลง และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ

ก๊าซเรดอน (Radon) เข้าสู่อาคารผ่านทางพื้นชั้นล่าง หรือฐานราก เกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี ที่มีอยู่ในดิน เช่น Uranium และ Thorium มีลักษณะเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับวัตถุอื่น แต่จะลอย หรือปนกับน้ำที่ซึมเข้าสู่ตัวอาคาร แล้วฟุ้งกระจายไปในอากาศ ในระดับต่ำไม่เกิน 2 ชั้น จากฐานรากของตัวอาคาร การสลายตัวของเรดอน จะเกิดสารตัวใหม่ ซึ่งสามารถรวมตัวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศได้ เมื่อหายใจเอาอนุภาคเหล่านี้เข้าไป ก็จะตกค้างอยู่ที่ปอด ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้

สิ่งปนเปื้อนด้านชีวภาพ จุลินทรีย์ที่อาจพบได้ในอาคาร คือ แบคทีเรีย โดยเฉพาะตัวที่ทำให้เกิดปัญหารุนแรง คือ เชื้อลีจิโอเนลล่า นิวโมฟีล่า ซึ่งพบได้ในหอผึ่งน้ำ (Cooling Tower) ของระบบปรับอากาศรวม และสามารถถูกแพร่กระจายตามท่อ ส่งอากาศ ไปตามส่วนต่างๆ ของอาคารได้ นอกจากนี้ยังอาจพบไวรัส เชื้อรา ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ฯลฯ จุลินทรีย์ส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดี ในบริเวณที่ชื้นแฉะ และสกปรกในระบบปรับอากาศ เช่น ที่แผงกรองอากาศ (Air Filter) คอยด์ทำความเย็น ท่อส่งลมเย็น สาเหตุมาจากการบำรุงรักษา / การทำความสะอาดที่ไม่ดีพอ การมีน้ำรั่วอยู่ตลอดเวลา การควบคุมความชื้นที่ไม่เพียงพอ การควบแน่น หรือการกระทำของผู้อาศัย การไม่มีที่กรองอากาศ การสัมผัสสิ่งปนเปื้อนด้านชีวภาพ ในอาคาร เป็นสาเหตุให้เกิดอาการไอ แน่นหน้าอก เป็นไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการภูมิแพ้ เช่น ระคายเคืองเยื่อบุผนังทางเดินหายใจส่วนต้นตีบตัน อาการภูมิแพ้เฉพาะบุคคลนั้น มีส่วนสำคัญในการเกิดโรคหอบหืด และเกิดโรคแทรกซ้อนในบางราย ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผลกระทบต่อสุขภาพดังที่ได้กล่าวมานี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยของบุคคลด้วย กล่าวคือ การตอบสนองของแต่ละบุคคล จะมีความแตกต่างกันไป แม้ว่าจะสัมผัสมลพิษชนิดเดียวกัน ที่ความเข้มข้นใกล้เคียงกันก็ตาม เช่น ในคนที่เป็นโรคหอบหืด หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ เมื่อสัมผัสกับสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ แก๊ส หรืออนุภาคที่มาจากแหล่งกำเนิด ภายในอาคาร ก็อาจแสดงอาการที่รุนแรงกว่าคนอื่นๆ ในที่เดียวกันได้ ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความสบาย และประสิทธิภาพของผู้ที่ทำงาน อยู่ในอาคารปิด ได้แก่ กลิ่น อุณหภูมิที่ร้อน หรือหนาวเกินไป ความเร็วลม การหมุนเวียนอากาศที่ไม่ดี ความร้อน หรือแสงจ้าจากดวงอาทิตย์ / หลอดไฟ โดยเฉพาะ จากจอคอมพิวเตอร์ ความแออัดของคน เฟอร์นิเจอร์ ความรู้สึกต่อปัญหาทางกายภาพ เช่น สถานที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ความสวยงามในการออกแบบสำนักงาน การจัดสภาพงานให้เหมาะสมกับคนทำงาน ระดับเสียง ความสั่นสะเทือน เป็นต้น

ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความรู้สึกสบายในอาคาร

ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความรู้สึกสบายของมนุษย์ ในอาคาร เป็นปัจจัยร่วมกันที่กำหนดการแลกเปลี่ยน ความร้อนของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมด้วย มีดังนี้
อุณหภูมิ ควรมีการควบคุมอุณหภูมิของอากาศภายในอาคาร ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 24 องศาเซลเซียส หรือในช่วง 23-26 องศาเซลเซียส โดยให้เป็นที่ยอมรับของร้อยละ 80 ของผู้ที่อยู่ในอาคารเดียวกัน (สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย)

ความชื้นสัมพันธ์ ความชื้นสัมพันธ์ที่สูงเกินไป ทำให้เหงื่อระเหยยาก รู้สึกร้อน และอึดอัด ในขณะที่ความชื้นสัมพันธ์ที่น้อยเกินไป ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง จมูก จนบางครั้งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า เกิดจากการระคายเคืองของสารเคมีในอาคาร ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม จึงควรอยู่ในช่วงร้อยละ 30-70
ความเร็วลม ความเร็วลมที่สูงเกินไป ทำให้รู้สึกหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอุณภูมิต่ำด้วย ในทางตรงกันข้าม หากอากาศร้อน และความเร็วลมต่ำ ลมก็จะพาความร้อนออกจากร่างกายไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดความรู้สึกร้อน อบอ้าว อึดอัด

การแผ่รังสีความร้อน เกิดจากการที่วัสดุมีอุณหภูมิพื้นผิวสูง หรือต่ำกว่าอุณหภูมิของอากาศภายในห้อง เช่น ฝ้าเพดานที่เย็นจัด เนื่องจากเป็นทางลมกลับของเครื่องปรับอากาศ ร่างกายมนุษย์ก็จะแผ่รังสีความร้อน ไปยังฝ้าเพดานทำให้รู้สึกเย็น ในทางตรงกันข้าม กระจกด้านที่ถูกแสงแดดส่อง ก็จะแผ่รังสีความร้อน มายังผู้อยู่อาศัย จึงทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนกว่าปกติ แม้ว่าอุณหภูมิในห้องจะอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม

กล่าวโดยสรุป กลุ่มอาการจากการทำงานในอาคารปิด มีสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในอาคาร และภายนอกอาคาร นอกจากนี้ยังมีสาเหตุร่วม คือ ปัจจัยบุคคล และปัจจัยทางกายภาพอื่นๆ ภายในอาคาร หากไม่มีการจัดการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และแก้ไขสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ดังจะเห็นได้ว่า ในบ้านเรือนและอาคารต่างๆ ที่มีการติดตั้งระบบปรับอากาศ บางครั้งระบบปรับอากาศเองก็เป็นตัวทำให้เกิดปัญหามลพิษได้ หากทำการบำรุงรักษา หรือทำความสะอาดอย่างไม่เหมาะสม แทนที่จะดำเนินการกำจัดแหล่งมลพิษให้หมดไป กลับพยายามมองหาระบบอื่นๆ เช่น เครื่องกรองโอโซนมาติดตั้งเพิ่มเติม โดยเชื่อว่า จะทำให้อากาศมีความบริสุทธิ์มากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหากลุ่มอาการจากการทำงานในอาคารปิด จึงไม่สามารถแก้ไขไปได้อย่างเหมาะสม

แหล่งที่มา

การตั้งพระพุทธรูปตำรับโบราณ

เพื่อให้มีลาภมีผล มีความเจริญรุ่งเรือง โดยให้หลีกเลี่ยงทิศอับมงคลดังนี้

๑. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศอีสาน หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ทิศเศรษฐี จะประกอบการค้าใดๆ ก็ร่ำรวยเฟื่องฟู จะประกอบการงานใดๆ ก็ล้วนเจริญรุ่งเรื่อง

๒. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศบูรพาหรือทิศตะวันออก เรียกว่าทิศราชา จะประกอบการงานใหญ่โตใดๆ ย่อยประสบผลสำเร็จความมุ่งหมาย

๓. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศอาคเนย์หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่าทิศปฐม จะประกอบการงานใดๆ ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีลาภผล ชิวิตตกต่ำ แต่พอมีกินมีใช้

๔. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศทักษิณหรือทิศใต้ เรียกว่าทิศจันฑาล จะประกอบการงานใดๆ ก็ยากลำบากกาย ผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มการลงทุนลงแรง

๕. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศหรดีหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรียกว่าทิศวิปฏิสาร จะประกอบการงานใดๆ ก็มักนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

๖. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศประจิมหรือทิศตะวันตก เรียกว่าทิศกาฬกิณี จะทำงานใดๆ ก็เกิดลังเลใจ ไม่เป็นมงคล ให้ระวังภัยร้ายแรงด้วยประการต่างๆ

๗. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศพายัพหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เรียกว่าทิศอุทธัจจะ จะทำงานใดๆ ผลงานไม่เป็นที่แน่นอน เรรวนไม่ได้เรื่อง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

๘. ตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศอุดรหรือทิศเหนือ เรียกว่าทิศมัชฌิมาปฏิปทา จะทำงานใดๆ ผลงานจะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ

เล็ก วัดรวก
หนังสือ "เซียนพระ" ฉบับที่ ๓๑๐ ประจำเดือนกุมภาพันธ์

รวมเกร็ดพระพุทธรูปประจำวันเกิด

Figure A Home Theater Room Layout

ผังห้องโฮมเธียเตอร์

ห้องที่เหมาะสม คือห้องแบบปิด ผนัง 4 ด้านไม่มีหน้าต่าง มีแค่ประตู
ส่วนมิติของห้อง ควรมีความยาว 1 1/2 เท่าของความกว้าง
โดยตั้งจอทีวี และลำโพงคู่หน้า ทางผนังด้านที่สั้นกว่า

ระยะห่างของตำแหน่งที่นั่ง = ขนาดของจอทีวี x 3
ฉะนั้น ถ้าห้องมีความลึกแค่ 9 ฟุต ก็ควรใช้ทีวีแค่ 32 นิ้ว
เหตุผลตามบทความ คือ ดูใกล้เกินไปจะเห็นจุดสีบนจอภาพ
แต่ถ้าจอสมัยใหม่ไม่มีปัญหานี้ จอใหญ่กว่าเล็กน้อยก็น่าจะได้

ตำแหน่งที่นั่งที่ดีที่สุด คือตรงกลางจอ ยิ่งห่างจากตรงกลาง ก็ยิ่งไม่ชัด
แต่หลักที่ใช้ได้โดยทั่วไปคือ ภายในรัศมี 60-90 องศา



สิ่งที่ควรคำนึงในการแต่งห้องโฮมเธียเตอร์
หลักๆแล้วมี 2 อย่าง คือ แสงและเสียง

เพื่อให้ภาพชัดเจน ห้องควรมีแสงน้อยที่สุด
ใช้ม่านปิดหน้าต่าง หรือวัตถุที่สะท้อนแสงทั้งหลาย รวมถึงสีห้องแบบเงา
ม่านหนาๆนอกจากช่วยเรื่องแสงแล้ว ยังดูดซับเสียงได้ด้วย

เพื่อให้เสียงชัดเจน ใช้การตกแต่งห้องด้วยวัสดุที่ดูดซับเสียง
เช่น ติดพรมบนผนัง ผืนยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี หรือติดวอลเปเปอร์ที่เป็นเนื้อผ้าหนาๆ

อ่านบทความเต็มๆ

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม โฮมเธียเตอร์ น่าจะเหมาะกับบ้านเดี่ยว มากกว่าคอนโด
เพราะปัญหาเรื่องเสียงกระหึ่มรอบทิศทาง ที่อาจรบกวนเพื่อนบ้านได้
(ยกเว้นจะเรียกเพื่อนบ้านไปดูด้วย สังคมอาจให้อภัย)

ขนาดทาวเฮ้าส์ บ้านคนละฝั่งยังหนวกหู เจอมากับตัว
ภาวนาทุกวันให้เพื่อนบ้านคนนี้ย้ายไปที่อื่น สุดท้ายก็สัมฤทธิ์ผล เฮ้อ

อุปกรณ์ ที่ต้องใช้

- ไฟฉาย
- ถังน้ำ
- โทรศัพท์ไร้สายไว้ตรวจปลั๊กไฟและสายโทรศัพท์
- กระดาษไว้จดรายการซ่อมแซม
- ดินสอ
- เศษผ้า ไว้เช็ดน้ำซึม และเช็ดมือ ที่เปื้อน
- เศษทิชชู่ยุ่ยๆ
- กระดาษกาวไว้แปะจุดที่ต้องซ่อมแซม

อย่างที่ 1 ....... ระบบ สุขาภิบาล ครับ

- เปิดก๊อกน้ำ จนสุดทุกก๊อก........ ดูว่าน้ำไหลดีไหม การหมุนของวาวเป็นอย่างไร หมุนออก หมุนเข้า สองสามครั้ง หรือมากครั้งที่สุด
- ขังน้ำ ในบริเวณที่ขังได้ เช่น อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ อ่างครัว ที่ซักผ้า........ให้เต็ม ดูว่า ช่องน้ำล้นทำงานไหม? ....เสร็จแล้ว ปล่อยน้ำออกในทันที ....ถ้าอยู่ในห้องน้ำเดียวกัน ให้เปิดให้น้ำออกพร้อมกัน เพื่อดูว่า การแย่งกันไหลออกของน้ำ มีผลอย่างไร ล้นจากอ่างล้างหน้าไปที่อ่างอาบน้ำไหม? ถ้ามีอาการ ปุดๆ แสดงว่า ไม่มีท่ออากาศ หรือท่ออากาศตัน หรือท่ออากาศเล็กไป....... พร้อมกันนั้น ก็ชักโครกไปพร้อมๆ กันด้วยนะครับ ยิ่งดี ....แบบให้ระบบน้ำ แย่งกันใช้งาน ให้มากที่สุด
- เอาถังน้ำไปด้วย 1 ใบ รองน้ำให้เต็ม ค่อยๆ เทลงพื้นห้องน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงท่อระบายน้ำ ดูว่า การระบายน้ำที่พื้น เป็นอย่างไร? ....ถ้าทำได้ ให้เอาผ้าอุดที่รูระบายน้ำพื้น ให้น้ำขัง แล้วค่อยปล่อยน้ำให้ไหล ทันที
- ระบบชักโครก ....กด และกด และกด มากที่สุดเท่าที่ทำได้ น้ำไหลคล่องหรือไม่? แล้วลองทิ้งทิชชู่ยุ่ยๆลงไปแล้วกดชักโครก1ครั้งว่าหมดไหม ถ้าขนาดน้ำยังไหลไม่คล่อง แล้วถ้ามีเนื้อ...ก็คิดเองเองครับ
- สายชำระ ....กดดูทุกอัน แรงๆ อย่าปราณีปราศรัย

- เอาเศษผ้าแห้ง เช็ดตามแนวรอยต่างๆ ที่ไม่ควรมีน้ำ ดูว่า มีน้ำซึมหรือเปล่า?
(ยิ่งเราสามารถเอาน้ำ มาไหลในห้องน้ำได้มากเท่าไร โอกาสที่จะเห็นความเสียหาย จากการเดินท่อไม่ดี ก็จะมากขึ้นครับ)


หมายเหตุผู้โพสต์ : ข้างล่างนี่ คัดมาจากอีกกระทู้นึง เห็นว่าคล้ายๆ กันเลยเอามาแปะไว้ด้วยกันเลย

เรื่องน้ำ
อุปกรณ์ที่ต้องมี
1. กระป๋องน้ำ
2. ผ้าเช็ดเท้า
3. กล้องถ่ายรูป (เพื่อถ่ายเอาไว้เป็นหลักฐาน)


1. เริ่มจากน้ำ ให้ไปเปิด-ปิด ก๊อกน้ำทุกหัว (ย้ำว่าทุกหัว) ในบ้านแล้วลองปิดดูว่าน้ำรั่วหรือไม่ มีรอยรั่วจากตรงไหนบ้าง หากปิดก๊อกน้ำทั้งบ้านแล้ว ให้เดินไปที่ มิเตอร์น้ำ ไปดูว่า มิเตอร์หมุนหรือไม่ หากมิเตอร์หมุนให้ทำการตรวจเช็คแสดงว่ามีท่อน้ำรั่วที่ไหนสักแห่งในบ้าน [ห้องที่มีก๊อกน้ำ ห้องน้ำทุกห้อง อ่างล้างหน้า สายชำระ ชักโครก ห้องครัว (ตาม sink ล้างจาน) สนามพื้นหน้าบ้าน (ก๊อกน้ำฉีดรดน้ำต้นไม้) ]

2. เอากระป๋องน้ำไปด้วย ใบใหญ่ๆ ที่ใส่น้ำได้สัก 5 ลิตรเป็นอย่างน้อย แล้วเติมน้ำใส่กระป๋อง เอาไปเททุกที่ที่มีทางระบายน้ำว่าน้ำระบายออกได้สะดวกหรือไม่ มีการขังหรืออุดตันตรงไหนหรือเปล่า (ห้องน้ำทุกห้อง ระเบียงห้อง หน้าบ้าน)

3. ปั้มน้ำ ให้ลองเปิดน้ำดูแล้วเดินไปที่ปั้มน้ำว่ามีเสียงการทำงานของปั้มหรือเปล่า น้ำแรงแค่ไหน

4. รายการของที่ต้องมีในห้องน้ำ
- อ่างล้างหน้า พร้อมก๊อกน้ำ
- ชักโครง และสายชำระ
- ที่ใส่กระดาษชำระ
- ที่แขวนผ้าเช็ดตัว
- ก๊อกน้ำและฝักบัว
- ฝาปิดท่อน้ำแบบกันกลิ่น



อย่างที่2…………..เรื่องไฟฟ้า

อุปกรณ์ที่ต้องมี

- ไขควงวัดไฟ
- ไดร์เป่าผม (ตามความเห็นของผม:ผู้โพสต์กระทู้ ผมว่าใช้ไฟดวงเล็กๆ แบบที่เอาไว้เปิดตอนนอนก็น่าจะได้ เพราะใช้แค่ทดสอบว่าเราสามารถจะใช้งานปลั๊กนั้นได้หรือไม่เท่านั้น)
- ไขควง 4 แฉก
- รองเท้าแตะ หรือ รองเท้าที่เป็นพื้นยาง
- ถุงมือหนาๆ เอาที่กะว่าใส่แล้วยังขยับนิ้วได้ตามปกติ
- บันไดยาวๆ เอาแบบที่พาดได้ อย่างน้อยต้องมีบันไดไปด้วยสูงสัก 2.5 เมตรกำลังดีเอาไว้ปีนดูหลอดไฟ แล้วก็ขึ้นใต้หลังคา
- ไฟฉาย
- กล้องถ่ายรูป

หมายเหตุ - ขณะทำการเช็คไฟให้ใส่รองเท้าและถุงมือเพื่อความปลอดภัย

1. เรื่องการเช็คไฟฟ้า ไม่ยากเลย ทำเหมือนกับน้ำ คือ เดินเปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้าน เปิดทิ้งไว้ ตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ....ปิดแล้วเปิดใหม่ทุกดวง อย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่ต้องทิ้งระยะเวลาด้วยนิดหนึ่งนะครับ มีดวงไหนขาดไปหรือเปล่า ถ้าขาดให้เปลี่ยนให้ทันที หรือว่า จะย้ายดวงไฟตรงไหน ให้หรือจดเอาไว้แล้วเพิ่มในรายการตรวจรับบ้านได้

2. ปลั๊กไฟให้เอาไขควงวัดไฟจิ้มที่ น๊อต ดูว่ามีไฟรั่วมาที่น๊อตหรือเปล่า พอเสร็จแล้วให้เอาไดร์เป่าผม เสียบแล้วลองใช้ดูว่ามีปลั๊กไฟอันไหนบ้างไม่มีไฟ

3. เดินไปดูที่ห้องน้ำมีการเดินสายไฟเอาไว้ให้สำหรับ เครื่องทำน้ำอุ่น การเดินสายไฟพวกนี้ก็เหมือนกันให้เดิน 3 เส้น (มีสายดิน) แล้วที่สำคัญ ต้องมี breaker ให้ด้วย

4. ให้ปีนขึ้นไปดูใต้หลังคา ก่อนจะปีนให้เอาปิด main breaker แล้วเอาไฟฉายขึ้นไปด้วยมีการร้อยสายไฟเอาไว้ในท่อให้เราหรือเปล่า หากไม่มีให้ทำด้วย ไม่ใช่ร้อยสายไฟในท่อเฉพาะในกำแพงอย่างเดียว ใต้ฝ้าก็ต้องร้อยท่อให้เราด้วย เพราะหากหลังคารั่วน้ำมาโดนสายไฟจะเป็นอันตรายกับบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านได้ และสายไฟ main ต้องไม่มีรอยทำการตัดต่อเป็นอันขาด หากมีการตัดต่อให้ทางโครงการเปลี่ยน เพราะอันตรายมาก มีโอกาสทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรแล้วเกิดเพลิงไหม้ได้สูง

5. ปิดไฟให้หมดทั้งบ้าน (ไม่ต้องปิด main breaker) แล้วไปดูที่มิเตอร์ไฟว่ามีไฟวิ่งอยู่หรือเปล่า หากมิเตอร์ยังวิ่งแสดงว่ามีไฟรั่วให้ทำการตรวจหาแล้วทำการแก้ไขเสียก่อน

6. หากทางโครงการแถมติดแอร์ให้ฟรี ให้ทำดังนี้ ให้เปิดแอร์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะสามารถเปิดได้ เปิดให้หมดพร้อมกันทุกตัว สักประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเดินไปดูที่มิเตอร์ไฟว่า มันวิ่งแบบน่ากลัวหรือเปล่า หมุนติ้วๆ เป็นลูกข่างหรือเปล่า เพื่อทำการเช็คได้ว่ามิเตอร์จะทำการรับการใช้งานได้หรือเปล่า แอร์ต้องไม่ตัด อุปกรณ์ทุกอย่างต้องไม่ตัด

7. สายดินของ main breaker ถามเค้าว่าฝังเอาไว้ตรงจุดไหน

8. ปลั๊กไฟนอกอาคาร ต้องเป็นปลั๊กไฟที่มีตัวปิดกันน้ำให้ด้วย เพราะเวลาฝนตกหรือฝนสาดจะได้ไม่เป็นอันตราย
ถ้ามีระบบตัดไฟ และระบบเช็คความต่างศักดิ์ ก็ขอใบรับประกันด้วย ...ที่เครื่องจะมีปุ่ม test ให้กดดูด้วย สอง หรือสามครั้ง ดูว่า ปุ่มหมุนอยู่ที่ 0 หรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่ศูนย์ หมุนไปที่ศูนย์ ...ถ้าไฟดับ แสดงว่า มีไฟรั่วเล็กๆ แล้ว ถึงตอนนั้น ก็ต้องพยายามเปิดใช้ไฟฟ้าให้หมด ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

...................................................

อย่างที่3……..งานพื้น

อุปกรณ์ที่ต้องมี

- ถุงเท้า
- เหรียญบาท
- ลูกแก้ว สักประมาณ 20-30 ลูก
- กระดาษกาว
- กล้องถ่ายรูป (ถ่ายเป็นหลักฐาน)

1. ให้เดินลากเท้าเปล่าก่อนดูว่ารอยกระเบื้อง แกรนิต หรือหินอ่อนหรือ แผ่นไม้ หรือไม้ปาร์เก้ที่ปูนั้นเรียบเสมอดีหรือไม่ หลังจากนั้นให้ใส่ถุงเท้าแล้วเดินลากไปตามพื้นเช่นเดิม จะได้รู้ว่ามีรอยอีกหรือเปล่า และตามร่องที่ปูสะอาดหรือเปล่า

2. ให้ใช้เหรียญบาทเคาะดูพื้นว่ามีเสียงพื้นโปร่งหรือเปล่า หากมีให้นำกระดาษกาวแปะทำเครื่องหมายเอาไว้ เคาะกระเบื้อง ถ้ามีเสียงก้องๆ เหมือนข้างในเป็นโพรง ก็ต้องรื้อน่ะค่ะ ถ้าแป้กๆ ตันๆทั้งแผ่นก็เก็บไว้ แสดงว่าใช้ได้ โดยเฉพาะตรงขอบๆกระเบื้องนี่ไม่ได้เลย เสียงก้องนิดเดียวก็ไม่ได้

3. ให้วางลูกแก้วไปบนพื้นหากเป็นไปได้ ควรวางห่างกันอย่างน้อย 10 เซนติเมตร แล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน หากไหลรวมกันแสดงว่า พื้นเป็นหลุม หากจุดไหนไม่มีลูกแก้วอยู่แสดงว่าพื้นปูด ให้เอากระดาษกาวแปะเอาไว้ เหมือนเดิม
หมายเหตุ - การเคาะอย่ารุนแรงมากแล้วให้เคาะกระเบื้องทุกแผ่นที่ปูได้จะดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นห้องหรือ ห้องน้ำรวมทั้งผนังห้องน้ำที่ปูกระเบื้องด้วย รวมถึงพื้นปาร์เก้ด้วย

ป.ล. พื้นลามิเนต อย่าไปเคาะมันนะ ไม่มีผล ……………………………………………..

หมายเหตุ ผู้โพสต์เอง : สำหรับพื้นลามิเนตเหมือนที่โครงการของเรานี่ เวลาเดินพื้นจะต้องไม่ยวบ เรียบเสมอกัน ไม่บวม โป่ง พอง ขอบบัวพื้นจะต้องแนบสนิทกับพื้น หากแตกต่างจากนี้ ควรให้ช่างแก้ไข หากไม่แก้ไขเมื่อใช้ไปสักระยะ อาการที่ว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคิดดูว่าเวลาที่ช่างมารื้อพื้นตอนที่เราเข้าอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร (คงย้ายตู้ ยกเตียงกัน วุ่นไปหมด แน่ๆ)



อย่างที่4……….งานกำแพง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

- ไม้บรรทัด
- ไฟฉาย
- กุญแจบ้านทั้งหลัง

1. ให้เดินดูกำแพงว่าสะอาดดีหรือไม่ wall paper ที่ติดเอาไว้เรียบเสมอกันดีหรือเปล่า ดูให้ละเอียดๆ นะ ให้เอาหน้าแนบดูกับกำแพงว่าเรียบเสมอกันดีหรือเปล่า มีกำแพงบุบหรือโป่งหรือเปล่า

2. ตามขอบบัวติดผนังให้เอาไม้บรรทัดวางลงกับพื้นแล้วเลื่อนเล่นเป็นเหมือนรถไฟ หากมีการโป่งหรือเว้าตัวของบัวคุณจะเห็นช่องได้ที่อยู่ระหว่างไม้บรรทัด กับขอบบัว

3. สีนอกอาคารดูให้ทั่วว่ามีรอยร้าวหรือเปล่า มีรอยน้ำหรือเปล่าหากมีแสดงว่าน้ำรั่วให้หาสาเหตุโดยด่วน

4. ตามประตูและหน้าต่างให้ลองเปิดปิดดูทุกบาน ดูว่ามีการทรุดตัวของประตูหรือหน้าต่างหรือเปล่า ลองปิดแบบปล่อยให้ประตูปิดเองจะรู้ได้ทันที ให้ปิดประตูแล้วเอาไฟฉายส่องดูว่ามีแสงลอดหรือเปล่า ลอง lock แล้วเปิดดูด้วยกุญแจทุกดอกดูว่าใช้งานได้หรือเปล่า

5. หากมีมุ้งลวดให้ตรวจดูว่ามีรอยขาดหรือเปล่า หากมีให้เปลี่ยนทันที

6. ประตูรั้วหน้าบ้าน ลง lock ดีหรือเปล่า สามารถใช้งานได้จริงหรือเปล่า ลองเปิดและปิดดู แล้วลองดูว่าใส่แม่กุญแจได้หรือเปล่า ลองปิดดู



อย่างที่5……….สายโทรศัพท์

อุปกรณ์ที่ต้องมี

- โทรศัพท์บ้าน อย่างน้อย 2 เครื่อง เอาแบบใช้ถ่านนะ พร้อมสายต่อ
- เพื่อน คนสนิท หรือ คนทางบ้าน อย่างน้อยอีก 1 คนเช่นกัน

หลายๆบ้านที่ทางโครงการมีการเดินสายโทรศัพท์เอาไว้ให้ในกำแพง ให้เอาโทรศัพท์ไปต่อดู แล้วยกหูฟังดูแล้วลองคุยกันดู ว่าได้ยินหรือไม่
หมายเหตุ - การเช็คแบบนี้ไม่ต้องรอให้มีเบอร์โทรศัพท์ก่อนก็ได้



ข้อเตือนใจ

1. อย่าเชื่อลมปาก ให้เขียนลงกระดาษและลงวันที่เอาไว้ด้วย จดๆๆๆๆ
ข้อสำคัญ ต้องจดๆๆๆ เป็นรายการๆๆๆ ห้าม"จำ"ครับ เพราะจะลืม ...อย่าลืม เวลา, วันที่, แปลงที่ตั้งของบ้าน หรือชื่อเราเอง
เก็บไว้ที่เราชุดหนึ่ง ถ่ายสำเนาให้ผู้รับเหมาชุดหนึ่ง ให้เค้า"เซ็นรับทราบ"ก็น่าจะดี
- ตอนมาตรวจครั้งที่สอง ก็ไล่ตามรายการ ...อ้อ! ให้ เค้า "นัดวันตรวจครั้งที่สองทันที" ในวันนั้นนะครับ
- น่าจะไปกันสองคน คนหนึ่งดู คนหนึ่งจด อย่าไว้ใจให้ผู้รับเหมาจด เพราะท่านมักจะลืมจด แบบตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ บ่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องที่แก้ไขยากๆ

2. ถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานทุกชิ้น
3. ให้ทำให้เสร็จก่อนโอน
4. อย่าเชื่อ โฟร์แมน ของโครงการโดยเด็ดขาด

หมายเหตุ - ข้อ 1 สำคัญที่สุด


การตรวจรับบ้าน(ใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโดค่ะ)

การตรวจรับบ้านควรเตรียม สมุดโน้ต, ปากกา, ไขควงเช็คไฟ, ไม้บรรทัดวางลงกับพื้นแล้วเลื่อนเหมือนรถไฟดูบัวหรือพื้นมีช่องเว้า โก่งงอ,ลูกปิงปองหรือลูกแก้ววางหลายๆลูกเพื่อตรวจสอบพื้นเรียบหากไหลรวมกันไปทางไหนพื้นเป็นหลุม หากจุดไหนไม่มีลูกแก้วอยู่แสดงว่าพื้นโก่งหรืออาจจะลองลากเท้าดูว่าเรียบหรือเปล่า, กล้องถ่ายรูป(ถ่ายแล้วพิมพ์ออกมาเวลาตรวจสอบเพิ่มเติม), ชอล์กสีทำเครื่องหมายจุดบกพร่อง,ไฟฉาย, สายยาง,ถังน้ำและเศษผ้าใช้ทดสอบการระบายในห้องน้ำโดยเอาผ้าอุดท่อระบายน้ำแล้วนำน้ำในถังน้ำเทแล้วเอาเศษผ้าออกเพื่อดูการระบายน้ำว่ามีท่วมขังหรือไม่,โทรศัพท์แบบใช้ถ่าย 2 เครื่องเพื่อทดสอบการโทร, โคมไฟเล็ก ทดสอบไฟ, เหรียญ 10บาท เคาะผนังปูนเพื่อทดสอบการกะเทาะของปูนตามรอยร้าว ในการแก้ไขต่าง ๆนั้นควรบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เก็บไว้ที่เราชุดหนึ่งและถ่ายสำเนาให้ผู้รับเหมา "เซ็นรับทราบ"อีกชุดหนึ่งและให้ผู้รับเหมานัดวันตรวจครั้งที่สองในวันนั้นเลย ตอนมาตรวจการแก้ไขก็สามารถไล่ตรวจตามรายการดังกล่าวได้ทันที
1.ตรวจสอบหมายเลขเข็มหมุดเขตที่ดินทั้งสี่ทิศ
2.เช็คมิเตอร์ น้ำ, ไฟ ก่อนโอนและบันทึกหน่วยการใช้, ไม่มีค้างชำระ
3.จดรายละเอียดเกี่ยวกับ วิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างที่ลงนามในแบบก่อสร้าง(ชื่อ,นามสกุล,ที่ติดต่อ)
4.นำชอล์กทำเครื่องหมายไว้ ในจุดที่ต้องแก้ไข แล้วถ่ายรูปไว้ด้วย
5.ตรวจสอบที่ดินตรงที่จะสร้างบ้านเป็นอะไรก่อนสร้าง, เป็นสระน้ำ,บ่อน้ำหรือเปล่า
6. สอบถามเรื่อง กำหนดการ เก็บขยะ วันเวลา โดยประมาณ รวมถึง ช่วงเวลาที่"เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และประปา" มาเก็บเงิน
7.ขอใบรับประกันต่างๆ ของบ้าน (ใบรับประกันการมุงหลังคา,ใบรับประกันฉีดกันปลวก, ใบรับประกันแอร์, ใบรับประกันระบบตัดไฟ, ปั้มน้ำ,เครื่องดูดควัน)
8.ขอแบบบ้านพิมพ์เขียว (บางโครงการอาจให้), ระบบประปา, สุขาภิบาล, ผังไฟฟ้า,ผังฐานราก, คานคอดิน, แบบขยายฐานราก ควรขอเป็นแบบที่มีการแก้ไขในขณะก่อสร้าง(as-build drawing) ด้วยจะดีที่สุดเพราะจะมีประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขซ่อมแซมหรือต่อเติมในอนาคต
9.ควรขอรายละเอียดของ Spec เบอร์"สี"ที่ใช้ เผื่อไว้ในเวลาที่ต้องซ่อมแซมทาสีแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้ไม่เพี้ยนกันมาก( แต่ทั่วไป เวลานานๆไป สีจะจืดต่อให้ใช้เบอร์เดิม ก็เพี้ยนได้ครับ)ภายในบ้านควรมีกระเบื้องปูพื้นที่ใช้ในบ้าน สำรองเอา ไว้เผื่องานซ่อมเพราะหากไปซื้อทีหลังจะ หารุ่นเดิม สีเดิมไม่ได้แน่นอน
10.ตรวจนับจำนวนกุญแจให้ครบถ้วนตามสัญญา
11.ให้ความสนใจตรงรอยต่อระหว่างวัสดุกับตรงจุดที่มีการเปลี่ยนของระดับพื้นมากเป็นพิเศษอาจเป็นเพราะว่าตามจุดเหล่านั้น มีโอกาสสูงที่งานก่อสร้างมักไม่ค่อยเรียบร้อย
การบำรุงรักษาบ้าน
-ใน 3 – 4 เดือนแรก ถ้าหากบ้านใช้เครื่องปรับอากาศไม่ควรให้อุณหภูมิภายในและภายนอก แตกต่างกันเกินกว่า 10 องศาซึ่งจะช่วยป้องกันบ้านของท่านมิให้เกิดรอยแตกร้าว
-หากมีรอยแตกร้าวควรทิ้งไว้ประมาณ 6 – 9 เดือน เพื่อให้วัสดุต่างๆ อยู่ตัวหลังจากนั้นจึงค่อยตกแต่งแก้ผนังส่วนนั้นๆ
-หากพบจุดบกพร่องที่แก้ไขได้ยาก ทำการต่อรองเพื่อขอค่าชดเชย

ข้อควรทราบ
1.อย่าเชื่อลมปาก ให้เขียนลงกระดาษและลงวันที่เอาไว้ด้วย
2. ถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานทุกรูป (ถ่ายแล้วพิมพ์ออกมาเวลาตรวจสอบเพิ่มเติม)ผมขอแนะนำให้ถ่ายบ้านตัวอย่างทั่วๆบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ด้วยจะได้เปรียบเทียบกับบ้านเราได้ถ้าไม่เหมือนกันจะได้ขอคำตอบจากโครงการว่าทำไมไม่เหมือนกัน หรือให้แก้ไขให้ถูกต้อง
3. ให้ทำให้เสร็จก่อนโอน
4.อย่าเชื่อ โฟร์แมน ของโครงการโดยเด็ดขาด
5. กรณีที่เป็นโครงสร้างของอาคาร ได้แก่ เสาเข็ม ฐานราก เสา คาน พื้นโครงหลังคา และผนังที่รับน้ำหนัก เป็นต้นภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์
6.กรณีที่เป็นส่วนควบหรืออุปกรณ์อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาคารนอกจากโครงสร้าง ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ รั้วและกำแพงภายในระยะเลาหนึ่งปีนับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์

1.ระบบโครงสร้าง
ตรวจเช็คความลาดเอียง รอยร้าวต่างๆ โดยเฉพาะในบริเวณ พื้น คาน เสาซึ่งถือว่าเป็นส่วนโครงสร้างสำคัญที่สุดของบ้าน

2.สภาพภายนอกตัวบ้าน
ตรวจดิ่ง ฉาก ของท่อระบายน้ำ ท่อประปา สภาพของทางระบายน้ำ ถังบำบัด
ท่อน้ำทิ้งและท่อน้ำดี ท่อต่างๆ เหล่านี้มีระยะความลาดเอียงเป็นอย่างไร ระบายน้ำได้ดีหรือไม่ ฝาท่อระบายน้ำเรียบร้อยสวยงามหรือไม่ ผนังบ้านด้านนอกมีจุดที่แหว่งหรือมีสีเลอะเทอะ งานปูนในส่วนที่เป็นซอกมุมเรียบร้อยหรือไม่ งานทรายล้างที่ลานจอดรถและลานซักล้าง หลังบ้านต้องไม่มีน้ำขังเป็นหลุม บ่อลองเทน้ำราดทดสอบดู

3.งานใต้หลังคา
อุปกรณ์ที่จะต้องมีไขควงวัดไฟ, รองเท้าพื้นยาง กันไฟดูด,ถุงมือหนา กันไฟดูด, บันไดยาวๆ ขึ้นใต้หลังคา, ไฟฉาย, กล้องถ่ายรูปตรวจงานอันนี้เป็นหน้าฝนได้จะดีมากๆหากไม่ใช่หน้าฝน จะตรวจเช็คได้ลำบาก เพราะท่านต้องหาสายน้ำพร้อมกับเครื่องปั้มน้ำแรงดันสูง มาประจำตัวด้วยตรวจสอบโครงหลังคาได้ฉากได้ระดับหรือไม่ ระยะห่างของแปเป็นอย่างไร การติดตั้งและการยึดแผ่นกระเบื้องหลังคาถูกต้องเท่ากันหรือไม่ มีการซ้อนทับของกระเบื้องถูกต้องตามมาตรฐานการติดตั้งหรือไม่ ความลาดเอียง ครอบสันเป็นอย่างไร มีแผ่นกระเบื้องบางแผ่นแตกหรือมีการรั่วซึมหรือไม่ ไม้ระแนงและไม้เชิงชาย มีการไสแต่งผิวเรียบเนียน มีขนาดสม่ำเสมอกันหรือไม่ มีการทาน้ำยากันปลวกและรักษาเนื้อไม้หรือไม่ และการนำสายยางมาฉีดน้ำให้ทั่วทั้งหลังคาบ้าน และตรวจสอบดูว่ามีการรั่วซึมหรือไม่, หลังคาชั้น 1 ลองใช้สายยางฉีดน้ำดูว่ารั่วหรือไม่

1.เริ่มด้วยการปีนขึ้นไป ให้ปิด main breaker ก่อนด้วยนะครับ แล้วก็อย่าลืมถุงมือและรองเท้าพื้นยาง ตอนที่ขึ้นไปใต้หลังคาให้ระวัง อย่าไปเหยียบที่โครงฝ้านะครับ ให้เหยียบที่ โครงเหล็กของหลังคาเท่านั้น (โดยเด็ดขาด) เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้วร่างท่านอาจจะลงไปกองอยู่ที่พื้นด้านล่างได้ หลังจากนั้นให้ใช้ไฟฉายส่องไปให้ทั่วๆ ดูว่า มีแสงลอดมาจากด้านนอกไหม (ตามกระเบื้องหลังคา) หากมีเนี่ยให้ทางโครงการรีบมาอุดซะ เพราะ มีโอกาสสูงมากๆ ที่น้ำอาจจะเข้ามาทางนั้นได้เวลาฝนตกหนักๆ
2.หากใต้หลังคามีฉนวนกันความร้อนแล้ว (ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแผ่นฟรอยบางๆ)หากมีรอยฉีกขาดให้ทางโครงการมาปะให้ด้วยนะครับ
3.แล้วก็ลองสังเกตดูสายไฟด้วยนะครับ ต้องร้อยอยู่ใต้โครงเหล็กหลังคานะครับไม่ใช่ร้อยอยู่เหนือโครงเหล็ก เพราะหากมีไฟช๊อตขึ้นมา ก่อนที่ท่านจะปีนขึ้นไปได้ ไฟอาจจะช๊อตท่านตกลงมาซะก่อนล่ะครับ

4.ระบบน้ำ (กระป๋องน้ำ, เศษผ้าอุดท่อน้ำ, กล้องถ่ายรูป)
1.ให้ความสำคัญกับห้องน้ำและบันไดเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองส่วนดังกล่าวหากมีอะไรผิดพลาดน่าจะยุ่งยากแก่เจ้าของบ้านในการแก้ไขภายหลัง ก็เลยตรวจให้อย่างถ้วนถี่สักหน่อย
2.เช็คระบบช่องน้ำล้น โดยขังน้ำไว้ในอ่างล้างหน้า อ่างครัว ที่ซักผ้า โดยขังน้ำให้เต็มดูว่าช่องน้ำล้นทำงานหรือไม่ แล้วปล่อยน้ำไหลออกดูว่าสะดวกหรือไม่ ถ้ามีอาการปุดๆ แสดงว่าไม่มีท่ออากาศ หรือท่ออากาศเล็กไป ทดลองใช้พร้อมกัน ดูการแย่งน้ำ กดสายชำระดูว่าใช้ดีหรือไม่
3. ใส่ใจเรื่องความลาดเอียงของพื้นในส่วนเปียกที่จำเป็นต้องมีการไหลระบายถ่ายเทของน้ำต้องมีความลาดเอียงไปสู่ท่อระบายน้ำ อย่างห้องน้ำ, กันสาด, ลานจอดรถหรือลานซักล้าง เตรียมถังน้ำมาใบหนึ่ง ใส่น้ำมาเทราดไปเรื่อยตามส่วนต่างๆดังกล่าว ดูว่ามีที่ท่วมที่ขังอย่างไรบ้าง ตรงไหนท่วม ตรงไหนขัง
4.ปั้มน้ำ ให้ลองเปิดน้ำดูแล้วเดินไปที่ปั้มน้ำว่ามีเสียงการทำงานของปั้มน้ำหรือเปล่าน้ำแรงแค่ไหน
5.เปิด-ปิด ก๊อกน้ำทุกหัวในบ้านแล้วลองปิดดูว่าน้ำรั่วหรือไม่ มีรอยรั่วจากตรงไหนบ้าง หากปิดก๊อกน้ำทั้งบ้านแล้ว ให้เดินไปที่ มิเตอร์น้ำ ไปดูว่า มิเตอร์หมุนหรือไม่ หากมิเตอร์หมุนให้ทำการตรวจเช็คแสดงว่ามีท่อน้ำรั่วที่ไหน สักแห่งในบ้าน (ห้องที่มีก๊อกน้ำ ห้องน้ำทุกห้อง อ่างล้างหน้า สายชำระ ชักโครก ห้องครัว (ตามsink ล้างจาน) สนามพื้นหน้าบ้าน (ก๊อกน้ำฉีดรดน้ำต้นไม้)
6.รายการของที่ต้องมีในห้องน้ำ (อ่างล้างหน้าพร้อมก๊อกน้ำ, ชักโครกและสายชำระ,ที่ใส่กระดาษชำระ, ที่แขวนผ้าเช็ดตัว, ก็อกน้ำและฝักบัว,ฝาปิดท่อน้ำแบบกันกลิ่น)

5.ระบบไฟฟ้า
อุปกรณ์มี ไขควงวัดไฟ, โคมไฟเล็กหรือไดร์เป่าผม(Test ไฟฟ้า), ไขควง4 แฉก, รองเท้าแตะหรือ รองเท้าพื้นยาง กันไฟดูด, ถุงมือหนา กันไฟดูด, บันไดยาวๆปีนดูหลอดไฟและขึ้นใต้หลังคา, ไฟฉาย, ล้องถ่ายรูป การตรวจสอบระบบไฟฟ้าครอบคลุมตั้งแต่ มิเตอร์ ปลั๊กไฟ สวิทช์ ดวงโคม รวมสายล่อฟ้า สายโทรศัพท์และทีวี ควรทดสอบไฟทุก ๆ จุด ด้วยการเอาหลอดไฟเล็กๆหรือโคมไฟไปเสียบและทดลองเปิดดู หากเปิดไฟแล้วปรากฏว่ามีเสียงดัง คราง ๆก็ลองให้ช่างตรวจสอบดูนะครับ สาเหตุที่พบบ่อยคืออาจเกิดจากการสั่นของอุปกรณ์บางตัวที่อยู่ใกล้ชิดกันมาก ขั้นต่อมาให้ทดลองเปิดไฟทุกดวง ทิ้งไว้ ตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ปิดแล้วเปิดใหม่ทุกดวง อย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยทิ้งระยะเวลาด้วยนิดหนึ่ง ส่วนการทดสอบปลั๊กไฟนั้น ควรเอาอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั้กไปด้วย เช่น โคมไฟเล็กๆ หรือพัดลมเล็ก ทำการทดสอบเสียบที่เต้าเสียบ ทุกอันในบ้านว่าทำงานหรือไม่ ในส่วนของการเดินสายไฟนั้น ให้ดูว่าเดินเป็นแนวเข้ามุมเรียบร้อยดีหรือไม่อย่างไร การติดตั้งปลั๊กหรือสวิททุกตัวถูกต้อง ได้มาตรฐาน และใช้งานสะดวก และถ้ามีระบบตัดไฟ และระบบเช็คความต่างศักดิ์ ก็ควรจะขอใบรับประกันเอาไว้ด้วย และที่เครื่องดังกล่าวจะมีปุ่มทดสอบ ให้ลองกดทดสอบดู สอง หรือสามครั้ง ดูว่า ปุ่มหมุนอยู่ที่ ศูนย์ หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ศูนย์ ให้หมุนไปที่ศูนย์ ถ้าไฟดับแสดงว่า มีไฟรั่วเล็กๆ แล้วมีการเขียนรายละเอียดการใช้งานกำกับไว้ที่สวิตซ์ทั้งหมด
1.เปิดไฟฟ้าทั่วทุกดวง
2.เปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้าน มีดวงไหนขาดไปหรือเปล่า
3.เอาไขควงจิ้มที่น็อต ดูว่ามีไฟรั่วมาที่น็อตหรือเปล่า ให้ใช้ไขควง 4แฉกเปิดปลั๊กไฟทุกจุดหรือ random ดูว่ามีการเดินไฟเอาไว้กี่เส้นต้องมีสายดินต่อเอาไว้ พอเปิดออกมาแล้วจะเห็นสายไฟต้องมี 3 เส้นพอเสร็จแล้วให้เอาไดร์เป่าผมหรือโคมไฟเสียบแล้วลองใช้ดูว่ามีปลั๊กไฟอันไหนบ้างไม่มีไฟ
4.ห้องน้ำมีการเดินสายไฟเอาไว้ให้สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นหรือยังหากห้องไหนมีอ่างอาบน้ำแล้วคุณจำเป็นต้องใช้เครื่องทำน้ำร้อนก็ต้องให้เดินสายไฟให้ก่อนที่จะทำการตรวจรับมอบบ้านหรือเป็นไปได้ให้เขียนอยู่ในสัญญาก็ได้ว่าให้เดินสายไฟให้ฟรี การเดินสายไฟพวกนี้ก็เหมือนกันให้เดิน 3 เส้น (มีสายดิน) แล้วที่สำคัญ ต้องมีbreaker ให้ด้วย อยู่หน้าห้องน้ำก็ได้ หากโครงการบอกว่า ตู้ไฟเดี๋ยวนี้เค้าแยกจุดให้แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้เค้าทำให้เราให้ได้ เพราะหากไฟดูดตายขึ้นมาคนพูดเค้าไม่ได้มาตายกับเราด้วย
5.ให้ปีนไปดูใต้หลังคา ก่อนจะปีนให้ปิด main breaker แล้วเอาไฟฉายขึ้นไปด้วย มีการร้อยสายไฟเอาไว้ในท่อให้เราหรือเปล่า หากไม่มีให้ทำด้วย ไม่ใช่ร้อยสายไฟในท่อเฉพาะในกำแพงอย่างเดียว ใต้ฝ้าก็ต้องร้อยท่อให้เราด้วย เพราะหากหลังคารั่วน้ำมาโดนสายไฟจะเป็นอันตรายกับบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านได้ สายไฟ MAIN อย่างน้อยต้องเป็น 16 square/mm หากสูงกว่านี้ได้ยิ่งดี และสายไฟ main ต้องมีไม่รอยทำการตัดต่อเป็นอันขาด หากมีการตัดต่อให้ทางโครงการเปลี่ยนให้ได้ เพราะอันตรายมาก มีโอกาสที่ไฟฟ้าลัดวงจรแล้วเกิดเพลิงไหม้ได้สูง
6. ปิดไฟให้หมดทั้งบ้าน (ไม่ต้องปิด main breaker)แล้วไปดูที่มิเตอร์ไฟว่ามีไฟวิ่งอยู่หรือเปล่าหากมิเตอร์ยังวิ่งแสดงว่ามีไฟรั่วให้ทำการตรวจหาแล้วทำการแก้ไขเสียก่อน
7. หากทางโครงการแถมติดแอร์ให้ฟรี ให้ทำดังนี้ ให้เปิดแอร์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะสามารถเปิดได้
เปิดให้หมดพร้อมกันทุกตัว สักประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเดินไปดูที่มิเตอร์ไฟว่ามันวิ่งแบบน่ากลัวหรือเปล่า หมุนติ้วๆ เป็นลูกข่างหรือเปล่าเพื่อทำการเช็คได้ว่ามิเตอร์จะทำการรับการใช้งานได้หรือเปล่า แอร์ต้องไม่ตัดอุปกรณ์
ทุกอย่างต้องไม่ตัด
8. สายดินของ main breaker ถามว่าฝังเอาไว้ตรงจุดไหน ส่วนใหญ่ 80-90%จะฝั่งให้แต่ไม่ลึก ตามมาตรฐานแล้วต้องฝั่งให้ลึกอย่างน้อย 2 เมตรส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นเค้าจะบอกว่าเทปูนทับไปแล้วหากเป็นไปได้ลองเช็คเรื่องนี้ดู ว่าเค้าฝังลงไปลึกเท่าไหร่ หรือไม่ก็ให้ฝังให้ใหม่ อันนี้ยอมเสียเงินเองก็ได้ เรื่องสำคัญมากเรื่องสายดินเป็นท่อทองแดงเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ นิ้วก้อยผู้ชายตัวโตๆ เห็นจะได้แล้วใช้ค้อนปอนด์ตอกลงดินให้ลึกถึงชั้นดิน อย่างน้อยต้องมี 2 เมตร
9. หลอดไฟ (downlight) ให้ต่อรองหรือขอชดเชยในส่วนที่บกพร่อง ให้ใส่เป็นหลอดประหยัดไฟ หากได้จะดีมาก เพราะหลอดพวกนี้ราคาค่อนข้างสูง 1 หลอด ประมาณ 100กว่าบาท แล้วแต่ยี่ห้อและขนาดของหลอดไฟด้วย หากมีหลอดไฟสัก 30 หลอดก็ต้องเสียเงินไปประมาณ เกือบๆ 4 พันแล้ว
10. ปลั๊กไฟนอกอาคาร ต้องเป็นปลั๊กไฟที่มีตัวปิดกันน้ำให้ด้วยเพราะเวลาฝนตกหรือฝนสาดจะได้ไม่เป็นอันตราย
11. กระดิ่งไฟหน้าบ้าน ให้ไขออกมาดูว่าเดินไฟ 3 เส้นหรือเปล่าเป็นรุ่นที่มียางกันน้ำหรือไม่ หรือมีกล่องครอบกันน้ำหรือเปล่า สำคัญมากๆ เพราะหากกระดิ่งไฟหน้าบ้าน เกิดชื้นขึ้นมา จะทำให้ ท่านที่ติด กล่อง safe-t-cut
หรือกล่องยี่ห้ออื่นก็ได้ ไฟจะตัดตลอดหากกระดิ่งชื้น จริงๆแล้วไม่ต้องติดก็ได้ครับ safe-t-cutเปลืองเงินโดยใช่เหตุหากท่านไปมีใช้อยู่แล้วเกิดปัญหาว่า safe-t-cut ตัดบ่อย 90กว่า % มาจากสาเหตุนี้ทั้งนั้นเลย
12. ไฟนอกอาคาร หรือ ไฟรอบๆ บ้านควรมีเอาไว้รอบบ้าน ดีกว่านะครับแล้วท่านที่ต้องการเปิดไปหน้าบ้านให้ไปซื้อสวิทช์เปิดไฟอัตโนมัติมาให้ช่างโครงการติดก็ได้ครับ ไม่ยากแล้ว อย่าลืม เขียนเป็นลายลักษณะอักษร
13. มีระบบตัดไฟเมนเบรกเกอร์พร้อมแบ่งชั้นบนชั้นล่างมีการต่อสายดินไว้จริงโดยดูจุดลงสายดินให้เรียบร้อยหรือควรหาไขควงวัดไฟจี้ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสายดินตรงน็อตสักตัวเพื่อหาไฟรั่ว ทดสอบโดยการปิดไฟทั้งหลังแล้วนั่งดูมิเตอร์

6.งานพื้น
อุปกรณ์ที่ต้องมี ถุงเท้า, เหรียญบาท, ลูกแก้ว สักประมาณ 20-30 ลูก หรือลองเดินลากเท้าดูว่ามีสะดุด ตรงไหนหรือเปล่า, กระดาษกาว, กล้องถ่ายรูป
พื้นไม้ปาเก้ร์
การติดตั้งที่ถูกต้องตามหลักวิชาช่างนั้นต้องรอให้พื้นที่จะปูแห้งสนิทและทาน้ำยากันซึมไว้ด้วยบริเวณรอยต่อพื้นไม้แต่ละชิ้นต้องต่อกันสนิทแต่ไม่ควรจะแน่นจนเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดการโก่งงอจากการขยายตัวของไม้ได้ง่าย,
1.ให้เดินลากเท้าเปล่าก่อนดูว่ารอยกระเบื้อง แกรนิต หรือหินอ่อนหรือ แผ่นไม้หรือไม้ปาร์เก้ที่ปูนั้นเรียบเสมอดีหรือไม่ หลังจากนั้นให้ใส่ถุงเท้าแล้วเดินลากไปตามพื้นเช่นเดิมจะได้รู้ว่ามีรอยอีกหรือเปล่า และตามร่องที่ปูสะอาดหรือเปล่า
3.ให้ใช้เหรียญ 10 บาทเคาะพื้นว่ามีเสียงพื้นโปร่งหรือเปล่าหากมีให้นำกระดาษกาวแปะทำเครื่องหมายเอาไว้หรือใช้ชอล์กกากบาทไว้ แล้วถ่ายรูปเก็บเป็นหลักฐานไว้
4.ให้วางลูกแก้วไปบนพื้นหากเป็นไปได้ ควรวางห่างกันอย่างน้อย 10 เซนติเมตรแล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน หากไหลรวมกันแสดงว่า พื้นเป็นหลุมหากจุดไหนไม่มีลูกแก้วอยู่แสดงว่าพื้นปูด ให้เอากระดาษกาวแปะเอาไว้ เหมือนเดิม,ดูยารอยแนวให้เรียบร้อย
5.ดูความเรียบร้อยของพื้นโดยให้ความสนใจตรงรอยต่อระหว่างวัสดุกับตรงจุดที่มีการเปลี่ยนของระดังพื้นมากพิเศษ
6.พื้นบริเวณด้านนอกตัวบ้าน ควรอยู่สูงกว่าระดับของถนนด้านหน้าบ้านต้องราบเรียบสม่ำเสมอ
หมายเหตุ - การเคาะอย่ารุนแรงมากแล้วให้เคาะกระเบื้องทุกแผ่นที่ปูได้จะดีมากๆไม่ว่าจะเป็นพื้นห้องหรือ ห้องน้ำรวมทั้งผนังห้องน้ำที่ปูกระเบื้องด้วยรวมถึงพื้นปาร์เก้ด้วย

7.งานกำแพง ผนัง
อุปกรณ์ที่ต้องใช้ ไม้บรรทัด, ไฟฉาย, กุญแจบ้านทั้งหลัง ผนังที่ก่อขึ้นมานั้น มีความถูกต้อง ได้ระยะได้ดิ่งหรือไม่อย่างไร บริเวณรอยต่อ รอยชนของผนัง ตลอดจนพื้นผิวผนังที่ฉาบเสร็จแล้วนั้นเรียบเสมอกัน สีที่ทามีความเรียบเนียนเสมอกัน ไม่มีการหลุดร่อนของเนื้อสีหรือมีรอยด่างให้เห็นครับ การติดตั้งบัวเชิงผนัง
บัวเชิงเพดาน ติดตั้งได้เรียบร้อยแนบสนิทหรือไม่ ตรวจสอบดูว่าผนังด้านต่าง ๆ นั้นมีรอยร้าวให้เห็นหรือไม่ แต่ไม่ต้องกังวลกับรอยร้าวเล็ก ๆ บนผนัง ที่มีสาเหตุมาจากปูนฉาบที่แห้งตัวไม่เท่ากัน เพราะรอยร้าวชนิดนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ โดยการโป๊วปิดรอยดังกล่าวและทาสีทับได้ครับ และใช้เหรียญ 10 บาท เคาะตามผนังปูนถ้าเสียงก้อง แสดงว่าปูนร่อนต้องให้สกัดแล้วฉาบใหม่ ตรงไหนมีปัญหาใช้ชอลก์ทำเครื่องหมายไว้ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
1.ให้เดินดูกำแพงว่าสะอาดดีหรือไม่ wall paper ที่ติดเอาไว้เรียบเสมอกันดีหรือเปล่า ดูให้ละเอียดๆ นะ
ให้เอาหน้าแนบดูกับกำแพงว่าเรียบเสมอกันดีหรือเปล่า มีกำแพงบุบหรือโป่งหรือเปล่า
2.ตามขอบบัวติดผนังให้เอาไม้บรรทัดวางลงกับพื้นแล้วเลื่อนเล่นเป็นเหมือนรถไฟ หากมีการโป่งหรือเว้าตัวของบัวคุณจะเห็นช่องว่างที่อยู่ระหว่างไม้บรรทัด กับขอบบัว
3.สีนอกอาคารดูให้ทั่วว่ามีรอยร้าวหรือเปล่า มีรอยน้ำหรือเปล่าหากมีแสดงว่าน้ำรั่วให้หาสาเหตุโดยด่วน
4.ตามประตูและหน้าต่างให้ลองเปิดปิดดูทุกบาน ดูว่ามีการทรุดตัวของประตูหรือหน้าต่างหรือเปล่า ลองปิดแบบปล่อยให้ประตูปิดเองจะรู้ได้ทันที ให้ปิดประตูแล้วเอาไฟฉายส่องดูว่ามีแสงลอดหรือเปล่า ลอง lock แล้วเปิดดูด้วยกุญแจทุกดอกดูว่าใช้งานได้หรือเปล่า
5.หากมีมุ้งลวดให้ตรวจดูว่ามีรอยขาดหรือเปล่า หากมีให้เปลี่ยนทันที
6.ประตูรั้วหน้าบ้าน ลง lock ดีหรือเปล่า สามารถใช้งานได้จริงหรือเปล่า ลองเปิดและปิดดู แล้วลองดูว่าใส่แม่กุญแจได้หรือเปล่า ลองปิดดู
7.ตรวจสอบรอยร้าวกำแพงรั้วบ้านและความเรียบร้อย

8.ระบบฝ้าเพดาน
ตรวจสอบระบบฝ้าเพดานจะคล้ายกับการตรวจ พื้น และผนัง ครับ คือตรวจสอบดูความเรียบร้อยทั่ว ๆ ไป ระดับการติดตั้ง การเข้ามุม ความเรียบร้อยบริเวณรอยต่อต่าง ๆ และหากมีร่องรอยหยดน้ำอยู่ที่ฝ้าเพดาน ต้องรีบตรวจสอบหาสาเหตุของรอยดังกล่าวอย่างละเอียดครับ เมื่อตรวจสอบสภาพภายนอกของฝ้าเพดานแล้ว เอาบันไดมาปีนดูช่องเปิดของฝ้าเพื่อตรวจสอบ ปูนโป๊ว ระยะโครงเคร่าต่าง ๆ ว่ามีความเรียบร้อยสม่ำเสมอหรือไม่ครับ ดูว่ามีฉนวนกันความร้อน, มีเศษไม้หลงเหลือเป็นอาหารปลวกหรือเปล่า

9.ระบบช่องเปิด-ปิด กลอน ประตู หน้าต่าง กุญแจ
หลักการใหญ่ ๆ ในการตรวจสอบประตูหน้าต่างและช่องเปิดอื่น ๆ คือ การตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มือจับ กุญแจ บานพับ กลอนประตู หน้าต่าง ติดตั้งในตำแหน่งที่ถูกต้อง ได้แนวได้ระดับถูกต้อง สวยงาม ตรวจสอบดูกลอนประตูว่าหลวมหรือแน่นไปหรือไม่ ประตู หน้าต่างดังกล่าวเปิดปิดเป็นอย่างไร ปิดไม่สนิท หรือปิดลำบาก หรือไม่ การยาแนวระหว่างกระจกกับบานประตูเรียบร้อยทั่วถึงหรือไม่ ทดลองใส่กลอนทุกตัวว่าใส่ได้จริงๆ และเรียบร้อยหรือไม่ กุญแจ ต่าง ๆ เปิดปิดได้จริงๆ หรือไม่, เปิด-ปิดประตูรั้ว ประตู หน้าต่างทุกบาน อุปกรณ์ทั้งหลาย, มี door stop ยางกันกระแทกหรือเปล่า

10.ระบบสุขาภิบาล
ในการตรวจสอบระบบสุขาภิบาลนั้น ควรทดลองใช้งานสุขภัณฑ์ทุกตัว เปิดก๊อกน้ำ จนสุดทุกก๊อก ดูว่าน้ำไหลดีไหม การหมุนของวาวเป็นอย่างไร ทดลองหมุนเข้า หมุนออก สองสามครั้ง หรือมากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
และตรวจเช็คข้อต่อว่ามีรอยรั่วซึมหรือไม่ โดยมีวิธีการเช็ครอยรั่วซึมในจุดที่มองไม่เห็นได้ด้วยการปิดการใช้น้ำทุกตัว ถ้าวาล์วน้ำยังหมุนหรือปั๊มน้ำยังมีการทำงานถี่ตลอดเวลา แสดงว่าบ้านท่านมีอาการรั่วซึม ต้องทำการตรวจเช็คโดยด่วน จากนั้นก็ตรวจเช็คระบบช่องน้ำล้นในสุขภัณฑ์ ด้วยการขังน้ำไว้ ในสุขภัณฑ์ ในบริเวณที่ขังได้ เช่น อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ อ่างครัว ที่ซักผ้า ทดลองขังน้ำไว้ให้เต็ม ดูว่าช่องน้ำล้นทำงานหรือไม่ เสร็จแล้ว
ปล่อยน้ำออกในทันทีดูว่าน้ำไหลได้สะดวกหรือไม่ ถ้ามีอาการ ปุดๆ แสดงว่า ไม่มีท่ออากาศ หรือท่ออากาศตัน หรือท่ออากาศเล็กไป และถ้าอยู่ในห้องน้ำเดียวกัน ให้ทดลองเปิดน้ำออกพร้อมกัน เพื่อดูว่า การแย่งกันไหลออกของน้ำ มีผลอย่างไร จะให้ดีลองกดชักโครกทดสอบการใช้งานไปพร้อมๆ กันด้วย ยิ่งดีครับ เพื่อให้ระบบน้ำ
แย่งกันใช้งาน ให้มากที่สุด และสังเกตด้วยว่าน้ำในชักโครกไหลคล่องหรือไม่ ตลอดจนทดสอบกดสายชำระทุกอัน ดูว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ จากนั้นให้เอาถังน้ำที่เตรียมไว้มา รองน้ำให้เต็ม แล้วค่อยๆ เทลงพื้นห้องน้ำ
เพื่อให้น้ำไหลลงท่อระบายน้ำ ถ้าทำได้ให้เอาผ้าอุดที่รูระบายน้ำพื้น ให้น้ำขัง แล้วค่อยปล่อยน้ำให้ไหล ดูว่า การระบายน้ำที่พื้น เป็นอย่างไร สุดท้ายลองตรวจสอบดูตามจุดอับ จุดซ่อนเร้นต่าง ๆ เช่น บริเวณใต้เคาร์เตอร์
ว่าช่างเก็บงานเรียบร้อยหรือไม่ ตรวจสอบปากท่อระบายน้ำทุกที่ ไม่ควรมีวัสดุหรือรอยปูนตกค้างอยู่

11.สายโทรศัพท์
อุปกรณ์ที่ต้องมีโทรศัพท์บ้าน อย่างน้อย 2 เครื่อง
เอาแบบใช้ถ่านนะ พร้อมสายต่อเพื่อน คนสนิท หรือ คนทางบ้าน อย่างน้อยอีก 1 คนเช่นกัน
1.หลายๆบ้านที่ทางโครงการมีการเดินสายโทรศัพท์เอาไว้ให้ในกำแพง ให้เอาโทรศัพท์ไปต่อดู แล้วยกหูฟังดูแล้วลองคุยกันดู ว่าได้ยินหรือไม่
หมายเหตุ – การเช็คแบบนี้ไม่ต้องรอให้มีเบอร์โทรศัพท์ก่อนก็ได้ การบำรุงรักษาบ้าน

นำข้อมูลมาจาก : http://www.prakard.com/default.aspx?g=posts&m=210507&#210507