สวัสดีค่ะเพื่อนๆ
วันนี้ เอาเรื่อง "ทานกุศล" มาฝากค่ะมีสองส่วน ส่วนแรก จากหนังสือ "กรรมลิขิต" ส่วนที่สอง (มี ๕ ตอน) เป็นธรรมะจากเทปที่บรรยายโดยครูบาอาจารย์ทางธรรมของดิฉันท่านหนึ่งท่านชื่อ อาจารย์เรณู ทัศณรงค์ ค่ะท่านปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาสามสิบกว่าปีแล้วและเคยบวชชี ศึกษาปริยัติอยู่หลายปี
ดิฉันถอดเทปนำมาฝากโดยไม่ได้ตัดเลย(เท่าที่ถอดเทปมาได้) เพราะเห็นว่าท่านบรรยายไว้ชัดเจน ขยายความและยกตัวอย่างให้เยอะและน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ยังครองเรือนที่มีใจใฝ่ในการบุญการกุศลและการปฏิบัติธรรมค่ะ
หากมีศัพท์ธรรมะใดผิดพลาด เพราะเป็นการถอดจากเทป ต้องขออภัยไว้ตรงนี้ด้วย และกรุณาช่วยทักท้วงกันมาด้วยนะคะ จะได้แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป
เจริญในธรรม
:> จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 22:59:26 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 1 : (deedi)
ผลการให้ทาน
ทักขิณาวิภังคสูตร (๑๔/๗๑๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงผลการให้ทาน ว่า
๑. ให้ทานในสัตว์เดรัจฉาน ได้ผลร้อยเท่า
๒. ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล ได้ผลพันเท่า
๓. ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล ได้ผลแสนเท่า
๔. ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ได้ผลแสนโกฏิเท่า
๕. ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ได้ผลนับประมาณไม่ได้
๖. ถ้าให้ทานในพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลยิ่งไม่อาจนับประมาณได้เลย
สัปปุริสทานสูตร (๒๒/๑๔๘) พระผู้มีพระภาค ตรัสถึงทาน ๕ ประการ
๑. ทานที่ให้ด้วยศรัทธา ทำให้ร่ำรวยและมีรูปงาม
๒. ทานที่ให้โดยเคารพ ทำให้ร่ำรวยและมีบุตร ภรรยา บริวารที่เชื่อฟัง
๓. ทานที่ให้โดยกาลอันควร ทำให้ร่ำรวยตั้งแต่ปฐมวัย
๔. ทานที่ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ ทำให้ร่ำรวยและพอใจใช้ของดีๆ
๕. ทานที่ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ทำให้ร่ำรวยและทรัพย์นั้นปลอดภัยจากไฟ น้ำ หรือ การแย่งชิงของผู้อื่น
ทานสูตร (๒๓/๔๙) พระผู้มีพระภาค ตรัสถึงการให้ทาน ๗ อย่าง
๑. การให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปจักได้เสวยผลทานนี้เมื่อตายแล้ว ย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
๒. การให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
๓. การให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้ เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี เมื่อตายแล้ว ย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นยามา
๔. การให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะผู้ไม่หุงหา ไม่สมควร เมื่อตายแล้ว ย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
๕. การให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทานเหมือนฤษีครั้งก่อน เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ๖. การให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใสเกิดความปลื้มใจและโสมนัส เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
๗. การให้ทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เมื่อตายแล้ว ย่อมเกิดในพรหมโลก (ชั้นสุทธาวาส) ภายหลังย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง (อรรถาธิบายว่า เขาไม่อาจไปเกิดในพรหมโลกด้วยทานแต่ด้วยจิตอันประดับด้วยทานนั้น เขาทำฌานและอริยมรรคให้บังเกิด ย่อมเกิดในพรหมโลกด้วยฌาน)
อรรถกถาธรรมบท ภาค ๕ กล่าวถึงทาน ๔ ประการ คือ
๑. การให้ทานด้วยตน ไม่ชักชวนผู้อื่น ย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ
๒. การชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน ย่อมได้บริวารสมบัติไม่ได้โภคสมบัติ
๓. การไม่ให้ด้วยตน ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่น ย่อมไม่ได้โภคสมบัติไม่ได้บริวารสมบัติ
๔. การให้ด้วยตน ทั้งชักชวนผู้อื่น ย่อมได้ทั้งโภคสมบัติทั้งบริวารสมบัติ
อรรถกถา กล่าวว่า ทานที่มีผลมาก ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
๑. ผู้รับมีศีลมีคุณธรรม
๒. ของที่ให้ ได้มาอย่างสุจริต มีประโยชน์และสมควรแก่ผู้รับ
๓. มีเจตนาบริสุทธิ์ มีจิตใจที่ยินดี แจ่มใส เบิกบาน ทั้งก่อนให้ขณะให้ และ เมื่อให้แล้ว
อรรถกถา กล่าวว่า ผลแห่งบาปจะมากหรือน้อยขึ้นกับองค์ ๓ คือ
๑. ถ้าคน สัตว์ หรือ สิ่งของที่ล่วงละเมิด มีความดี ประโยชน์หรือมูลค่ามาก บาปก็มาก ถ้าความดี ประโยชน์หรือมูลค่าน้อย บาปก็น้อย
๒. ถ้าความพยายามมาก ก็บาปมาก ถ้าความพยายามน้อยก็บาปน้อย
๓. ถ้าเหตุจูงใจ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มาก ก็บาปมากถ้าราคะ โทสะ โมหะ น้อย ก็บาปน้อย
จากหนังสือ กรรมลิขิตรวบรวมเรียบเรียงโดย ธัมมวัฑโฒ ภิกขุวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร
.....
เจริญในธรรม
:> จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:00:55 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 2 : (deedi)
ทานกุศล อาจารย์เรณู ทัศณรงค์
……….
(๑)
ธรรมะที่เป็นความหมายกว้างๆ การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเป็นโชคลาภมหาศาล คือ การที่เราได้มาเกิดอยู่ในกามสุคติภูมิ คือมนุษย์หรือเทวดา ถ้าจะเปรียบมนุษย์กับเทวดา ต้องถือว่ามนุษย์ได้เปรียบเพราะมนุษย์มีโอกาสทำบุญได้มากกว่า ส่วนเทวดานั้นจะเป็นภพภูมิที่ทำบุญมาก มนุษย์ทำบุญมากก็ไปเกิดเป็นเทวดาก็เสวยสุข เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมสู้มนุษย์ไม่ได้ สังเกตได้ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตไม่เคยตรัสรู้ในสวรรค์และเผยแผ่พระศาสนาบนสวรรค์ แต่ว่ามาตรัสรู้ในเมืองมนุษย์ สอนมนุษย์แต่ก็ขึ้นไปสอนเทวดาได้ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ พระพุทธเจ้าทรงขึ้นไปสอนมาหมด แต่ถือว่าภพมนุษย์เป็นภพที่สร้างบารมีได้มากแต่ว่าในภพภูมินี้ถึงแม้จะมีโอกาสทำความดีได้มาก แต่ท่านก็กล่าวว่า เครื่องผูก หรือสิ่งที่ดึงไม่ให้สัตว์พ้นไปจากสังสารวัฏก็มีมากมาย มีมนุษย์จำนวนมากมายจึงยังเข้าใจผิดกันว่าดีแล้วและไม่อยากพ้นทุกข์ จึงพากันเวียนว่ายตายเกิด จากมนุษย์ไปเป็นเทวดา จากเทวดา มาเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ลงไปอบาย เวียนว่ายอยู่อย่างนี้ กลับไปกลับมา ผลสุดท้าย ไปเป็นพรหม คือ ถ้าทำความดีสูงสุดก็ไปเป็นพรหม เมื่อสิ้นอายุของพรหม ก็กลับลงมาอีก กิเลสยังมีก็ไม่ไปไหน เรียกว่า เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ไม่จบ จะเกิดเป็นอะไรก็ทุกข์ทั้งสิ้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เครื่องผูกหรือดึงสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ให้ติดอยู่ในสังสารวัฏ มีอยู่ ๑๐ ประการ ได้แก่ บิดามารดา สามีภรรยา บุตรธิดาญาติมิตร ทุกคนเกิดมาก็ต้องมี เกิดความผูกพัน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข (ปัญจกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้ง ๕ ทวาร) สิ่งเหล่านี้ท่านถือว่าเป็นเครื่องผูกไม่ให้สัตว์คิดดิ้นรนที่จะพ้นทุกข์และหลงยึดสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องให้ความสุข
บางคนบอกว่าเกิดมาขอให้มีพ่อแม่ดี สามีดี ลูกดี แต่ก็ไม่ได้อย่างนั้นบางคนก็ผิดหวังแต่ต้นจนจบ มีพ่อแม่ สามี ลูกก็ไม่สมประกอบ แต่ก็ไม่ได้คิด คิดแต่ว่าทำไมปัจจุบันถึงเป็นอย่างนั้น ที่จริงแล้วก็คือทำเหตุมาไม่ดี
ตรงนี้เอง ถึงจะดีอย่างไรก็ตาม ในพระศาสนาจะสอนว่า ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนี่คือยอดสูงสุดของพระพุทธศาสนา ได้แก่ มรรค ผล นิพพานเพราะเมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว กระแสของการเวียนว่ายจะสั้นลงจะถูกตัด เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติธรรม กำลังตัดกระแสของการเวียนให้ลดลง
ท่านบอกว่า ให้ทำตัวเหมือนนกเขานกกระทา ซึ่งเป็นสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอย่างดี ถึงเวลาคนก็เอาอาหารมาให้ นกเขาบางตัวมีกรงราคาสูงมาก อย่างไรก็ตามนกทั้งสองไม่ได้ชอบอยู่ในกรงได้โอกาสเมื่อไหร่ก็จะบินออกตลอดเวลา แม้จะเลี้ยงดีขนาดไหนโดยสภาพของจิตนกเขานกกระทา เปิดกรงเมื่อไหร่ก็จะบินปร๋อทุกที เพราะไม่ชอบอยู่ในกรงขังนั้น
มนุษย์ต้องทำตัวเหมือนนกเขานกกระทานี้ มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องหาโอกาสบินออก คือ ออกจากสังสารวัฏให้ได้ อย่ายินดีอยู่กับความสุขที่เราคิดว่าเป็นความสุขทางโลก เพราะความสุขทางโลกหรือโลกียสุข นั้น เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน ไม่ถาวรและอยู่บนพื้นฐานของความทุกข์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้ที่ใฝ่ใจ ใฝ่หามีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมเสมอๆ ก็กำลังทำตัวเป็นนกเขานกกระทาคือมีโอกาสเมื่อไหร่ก็ปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมนี่แหละที่จะเป็นวิธีแหวกว่ายออกจากวงเวียนหรือวงล้อมของสังสารวัฏได้ คนที่มีอัธยาศัย หรืออุปนิสัย หรือวาสนาบารมีที่สั่งสมมาในอดีตก็จะมีความคิดอย่างนี้อยู่เสมอ บางคนก็ไม่รู้ตัว จริงๆ แล้ว นี่เป็นผลปรากฏซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่า คนที่พากเพียรเวียนเข้าเวียนออกกรรมฐานบ่อยๆ นั้น กำลังมีจิตสำนึกลึกๆในตัวว่าเราอยากจะพ้นทุกข์ อยากจะไปจากวงจรของสิ่งที่กำลังแวดล้อมเราอยู่ ดังนั้นการปฏิบัติธรรมจึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามีประโยชน์กับมนุษย์สูงสุดไม่มีอะไรเปรียบ
ท่านผู้รู้กล่าวว่า คนที่รู้จักบุญ ก็จะทำบุญได้เยอะ ทำได้มากคนที่ไม่รู้จักบุญก็มีโอกาสทำบุญได้น้อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรคือบุญตรงกันข้าม คนรู้จักบาป ทำบาปได้น้อย เพราะกลัวบาป ส่วนคนไม่รู้จักบาป ทำบาปได้มาก เราจึงเห็นว่า สองประการนี้เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องของวาสนาบารมี
ในครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่เดียวกัน คนหนึ่งมีอัธยาศัยน้อมไป(จิตใจฝักใฝ่คิดอยากทำแต่บุญ) ก็ดิ้นรนไปเพื่อที่จะแสวงหาอาหารของใจ (คือบุญ) แต่อีกคนหนึ่งก็เกิดพ่อแม่เดียวกันเลี้ยงดูมาเหมือนกัน แต่ไม่สนใจ และที่สำคัญที่สุด พ่อแม่มักคิดเสมอว่าทำไมลูกท้องเดียวของเราไม่เหมือนกัน นี่เป็นข้อคิดว่าเราทุกคนมานี้ ต่างคนต่างมา แต่ต้องมาเกิดร่วมกัน อาจเป็นกุศลอันหนึ่ง บางทีก็เป็นกรรมร่วมกัน บางทีก็เป็นบุญร่วมกันที่เราต้องมาเกิด ถ้าเป็นบุญร่วมกัน เรียกว่า ประเภทสั่งสมความดีมาด้วยกัน ก็มาร่วมกันเสวยบุญ แต่อีกพวกหนึ่งสร้างกรรมมาร่วมกัน ก็มาพบกัน แล้วก็มาใช้หนี้กัน ดังนั้น คนที่มีลูก ให้สังเกตถ้าเจ้าหนี้เรามาก็จะเบิกตั้งแต่เกิดจนตายจากกัน เบียดเบียนกันไป จะแก้ไขอย่างไรก็ตาม เพราะว่ากรรมที่ทำมาร่วมกัน เค้ามาเพื่อจะเรียกทุนคืน ตรงกันข้าม ถ้าลูกหนี้มาหรือเคยสร้างกุศลร่วมกับเรามา เค้าก็มาเพื่อจะให้ความชื่นใจ ให้ความสุข อุปถัมภ์บำรุง
ดังนั้น ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับการกระทำ ถ้าทำบุญร่วมกันมา ก็มาพบกันในจุดดี ทำบาปร่วมกันมา ก็ต้องไปพบกันในเรื่องของบาป
…………… จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:02:22 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 3 : (deedi)
(๒)
การทำความดีหรือทำบุญกุศลนั้น ถ้าในหลักของพุทธศาสนาถ้าเรียกละเอียดเรียก บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แต่ย่อสั้นๆ ได้ ๓ ข้อคือการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา
แต่ถ้าพูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว จะย่อมาจาก อริยมรรค ประกอบด้วยองค์แปด ในหัวข้อของการภาวนา
ความดีหรือบุญที่เราจะทำ ที่ทำง่ายอันดับต้นของศาสนาพุทธก็คือสอนให้ทำทาน เพราะว่าการทำทานนี้ ง่ายทำได้ง่ายกว่าอย่างอื่นแต่ท่านก็สอนให้รู้จักให้ทานให้เป็นด้วย
ทาน แปลว่า การให้ การเสียสละ
๑. ให้ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยาแก้ไข้ ที่อยู่
๒. ให้ธรรมทาน เช่น การแสดงธรรม ถือว่าให้ธรรมะเป็นทาน
๓. ให้อภัยทาน
ทานโดยเฉพาะที่เราทำกันมากคือให้ปัจจัยสี่ ที่เราอุปถัมภ์บำรุงศาสนาอยู่ในทุกวันนี้ บางคนถือว่าการใส่บาตรทุกเช้านั้นไม่จำเป็น แต่ที่จริงแล้วการใส่บาตรทุกเช้านี้เองจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราไม่อดอยากในเรื่องอาหาร ถ้าใครมีโอกาสก็น่าจะทำ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อาทิตย์ละครั้งก็ได้เพราะการใส่บาตรอาหารบิณฑบาต ถือเป็นอาจิณณกรรม คือทำบ่อยๆแล้วจะไม่อดอยากเรื่องอาหาร ทุกภพทุกชาติ หรือไม่เช่นนั้นก็จะได้เกิดในย่านที่อาหารอุดมสมบูรณ์ ขณะที่บางคนอยู่ไกล ลำบากในการหาอาหารรับประทานแต่ละมื้อ
การให้ทาน ให้อะไรก็ได้ที่มีอยู่
สิ่งของที่จะทำทาน มีอยู่ ๓ ระดับ
๑. ของที่ไม่ดี เรียกว่า ทาสทาน
๒. ของที่เหมือนกับที่เรากินเราใช้อยู่ เรียกว่า สหายทาน
๓. ของที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า เรียกว่า สามีทาน
พระพุทธองค์สอนไว้ ว่าถ้าเราเอาของไม่ดีไปให้ทาน เราก็จะได้ของไม่ดีเข้ามา จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ อาจเป็นสิ่งของก็ได้ คนก็ได้ ที่ไม่ดีๆเข้ามา ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดเอา สหายทาน อย่างที่เราใช้
ถ้าเป็นการให้ทานด้วยผ้าแพรพรรณ จะทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณงาม การทำทานก็มีอานิสงส์แยกกัน ให้ทานด้วยหยูกยาอาหารก็จะเป็นคนไม่ค่อยเจ็บไข้ ให้ทานด้วยประทีปโคมไฟแสงเทียนแสงสว่างก็จะมีสติปัญญา (ให้แสงสว่างชื่อว่าให้ดวงตา คนที่บริจาคตาก็ได้อานิสงส์ทำให้มีปัญญา ธรรมจักษุ ได้ดวงตาเห็นธรรม) ให้ทานด้วยยวดยานพาหนะรองเท้าร่มก็จะได้ความสุข
ถ้าเราทำอะไรดีเราดูเราจะเห็นเอง คนที่ให้หยูกยาก็จะไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย ทานนี้ ท่านเน้นว่า ปัจจัยสี่ คือ การให้ที่อยู่ที่อาศัยก็ถือว่าให้ความสุขเหมือนกัน ดังนั้น คนที่สร้างสถานปฏิบัติธรรมก็จะมีความสุขเพราะได้ให้ความสุขแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ดังนั้น ปัจจัยสี่จึงถือเป็นทานอันหนึ่งที่ถือว่าควรจะทำ
-ธรรมทาน-การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทุกอย่าง เพราะ การให้ธรรมะเป็นทานทำให้เกิดความรู้ ได้สติปัญญา และอีกอย่าง การให้ธรรมทานเรียกว่าให้สิ่งที่ไม่ตาย ไม่หมด เหมือนเราฟังแล้วเราเกิดความเข้าใจ เราก็สามารถที่จะไปทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้ เรารู้ว่าอะไรไม่ดีก็ลด ละ เลิก ก็เป็นในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญท่านถือว่าการให้ธรรมะเป็นทานนั้น เป็นการสร้างพัฒนาบุคคล เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์เทศน์โปรด บางคนก็บรรลุธรรมก็พ้นทุกข์ไปเลย บางคนบรรลุธรรมในขั้นต่ำ ก็รู้เพียงทำบุญทำกุศล จึงถือว่าการให้ธรรมเป็นทานนั้น ชนะการให้ทั้งปวง
-อภัยทาน-คนจะให้อภัยทานได้คือไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาท ก็ต้องอาศัยการฟังธรรมปฏิบัติธรรม จึงจะสามารถอโหสิกรรม ไม่ถือโทษ ไม่ผูกอาฆาตพยาบาทคนอื่นได้
ทานทั้งสามประการ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจและหมั่นปฏิบัติ เพราะอานิสงส์ของทานนั้น ท่านถือเป็นเสบียงการเดินทาง เราจะไปไหนก็ขาดเสบียงไม่ได้ ทาน การกุศล เป็นเสบียงเดินทางท่องเที่ยวในสังสารวัฏ คนที่เกิดคาบช้อนทองมาเกิด ท่านอุปมาให้ฟังว่าคนหนึ่งให้ทานมากอีกคนไม่เคยเลย จิตสองดวงนี้พอตายคือจุติจากภพนี้ปุ๊บสมมุติว่าไปที่บ้านเดียวกัน คนที่ทำทานจะไปเกิดบนตึกคนที่ไม่เคยทำทานหรือเรียกว่าขาดทานกุศลจะไปเกิดที่ข้างล่าง ไม่ไปขึ้นข้างบนอานิสงส์ขึ้นไม่ถึง เพราะคนรวยนั้นเค้าทำทานไว้มาก เกิดมาก็ได้เสวยผลบุญเลย จึงดูคนได้ตั้งแต่เลือกที่เกิด ที่ไปอยู่สูงก็เพราะบุญเค้าทำมาดีส่งให้ไปอยู่เสวยสุขสมบูรณ์ การให้ทานจึงส่งเสริมให้เราเกิดในที่สุข สบายสมบูรณ์ สะดวกสบายในการดำเนินชีวิต
แม้ปัจจุบันก็เช่นกัน ท่านถือว่า ทานเป็นการตัดความโลภ ลดความโลภทานที่จะให้ผล หนึ่งเจตนาเราต้องสมบูรณ์ ก่อนให้ – กำลังให้ – ให้แล้วให้ได้ครบสามกาล
ก่อนให้ คือ วันนี้คิดจะใส่บาตร คิดปุ๊บกุศลจิตก็เกิดแล้ว พรุ่งนี้จะเอาอะไรใส่บาตร กุศลจิตเกิดแล้วก่อนทำ เรียก ปุพเจตนา กำลังใส่ พระกำลังมา เรียกกำลังใส่ บุญจากเจตนา กำลังทำ อปราปรเจตนา ทำแล้ว สาม อิ่มใจ ปีติในสุขที่ได้ทำบุญ ถ้าทั้งสามกาลนี้ เสียตอนใดตอนหนึ่งเวลาให้ผล ก็ให้ผลไม่เท่ากัน ก่อนทำเจตนาดี ให้ผลตั้งแต่อายุ ๑ ถึง ๒๕ ปีกำลังทำ ให้ผล ๒๕ ถึง ๕๐ ทำแล้ว ๕๐ ถึง ๗๕ ให้ลองสังเกตชีวิตคนเราตามช่วงทั้งสามกาลนี้ ดังนั้นก่อนทำ กำลังทำและเมื่อทำแล้ว ก็ให้เป็นทานที่บริสุทธิ์ไปเลย ถ้าใครทำดีทั้งสามกาล ก็จะดีตลอด
ฝ่ายผู้รับ ถ้าท่านมีศีลดี บริสุทธิ์ ทานของเราก็ให้ผลมาก ดังนั้น ท่านจึงให้ถวายสังฆทานมากกว่าบุคลิกทาน ทำสังฆทานจะให้บุญมากเพราะเราไม่เจาะจงใจจึงบริสุทธิ์มากกว่า
………. จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:03:36 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 4 : (deedi)
(๓)
อีกประการ การให้ทานท่านว่าต้องทำให้เร็วที่สุด คิดอะไรแล้วอย่าช้าท่านว่าถ้าช้าแล้วอกุศลจะมาตัด ทำบุญจึงให้ทำเร็วที่สุดแล้วก็จะได้ผลเร็ว สิ่งที่เราทำเร็วที่สุดนั้นเวลาได้อะไรก็ได้เร็ว จะไม่มีอะไรมาตัดแล้วก็ได้สมบูรณ์ และเวลาทำบุญ อย่าลังเลว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี
สมัยพุทธกาล จูเฬกะสาฎกพราหมณ์ จนมาก สองสามีภรรยามีผ้าห่มผืนเดียว (พราหมณ์ไปไหนต้องมีห่มผ้า คือ มีผ้านุ่งและมีผ้าห่ม) วันนั้นจูเฬกะสาฎกพราหมณ์ไปฟังเทศน์พระพุทธองค์ ฟังไปก็รู้และเข้าใจไปด้วย ฟังไปก็รู้ว่าเรายากจนเพราะไม่เคยทำทาน ชาตินี้จึงน่าอนาถเอน็จนัก สองคนออกจากบ้านพร้อมกันไม่ได้เพราะมีผ้าห่มผืนเดียววันนี้เราจึงมาฟังธรรมคนเดียวเพราะภรรยาไม่มีผ้าห่ม เพราะเราไม่ได้ทำทานนี่แหละ คิดปุ๊บได้ว่าอย่ากระนั้นเลย เอาผ้าห่มที่เรามีอยู่ผืนเดียวนี้แหละ ถวายพระพุทธเจ้าเสียเลย พอคิดปั๊บ อกุศล ตัวความตระหนี่มัจฉริยะก็ขึ้นมาทันทีว่า ให้ไปแล้ว แล้วเราจะเอาอะไรห่มเล่า ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ภรรยาที่อยู่บ้านจะเอาอะไรที่ไหนมาห่ม อย่าเพิ่งให้เลยว่าแล้วก็ฟังธรรมต่อ ฟังไปจนถึงตอนกลางก็คิดขึ้นมาอีกว่า ก็เพราะอย่างนี้นี่เองเราถึงจนอยู่อย่างนี้ ให้ไปเถอะน่า ถึงจนไม่มีก็ค่อยหาใหม่แต่ก็คิดขึ้นมาอีกว่า ถ้าให้ไปแล้วแล้วหาใหม่ไม่ได้เราทั้งสองคนก็จะไม่มีอะไรห่ม ตัวตระหนี่มัจฉริยะความหวงแหน ตัดไม่ลง นั่งฟังไปจนจะจบ ให้ก็ให้เถอะน่า ไม่ให้วันนี้ก็ไม่รู้จะได้ให้วันไหนแล้ว จึงดึงผ้าออกมา พับเสร็จ ถือผ้าประกาศว่า “ชิตังเม ชิตังเม” ร้องประกาศในที่ประชุม ชิตังเมแปลว่า “ข้าพเจ้าชนะแล้ว” แล้วก็นำผ้าไปถวายที่พระบาทของพระพุทธเจ้า
พระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นด้วย ก็ถามว่าใครร้องเสียงอะไร จึงทรงให้ไปเรียกมาถามว่าชนะอะไร ก็ให้มาเข้าเฝ้าจึงทรงถามว่า พราหมณ์ เธอร้องว่าชนะแล้วน่ะชนะอะไร จูเฬกะสาฎกพราหมณ์จึงตอบว่า ข้าพระองค์ชนะความตระหนี่พะยะค่ะ ทำไมถึงว่าชนะ ก็เพราะมีอยู่ผืนเดียวตั้งแต่ต้นจนเกือบท้ายจึงตัดสินใจได้ ชนะความตระหนี่แล้วเอาไปถวายพระพุทธเจ้า
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมว่าพราหมณ์นี้ศรัทธาแก่กล้า ผ้าผืนเดียวยังตัดใจได้ จึงเรียกอำมาตย์มาบอกว่าให้ไปจัดบ้านส่วยสี่หลังทาสชายสี่คน ทาสหญิงสี่คน ช้างสี่ม้าสี่ อะไรๆ อย่างละสี่ ได้รับพระราชทานวันนั้น ขณะนั้น รวยทันทีทันตาเห็น
เขาจึงโจษกันว่าทำไมถวายผ้าผืนเดียวจึงได้อย่างนี้และอย่างรวดเร็วด้วยพระพุทธองค์ถ้ามีเรื่องอย่างนี้ท่านจะทรงไขปัญหา จึงทรงแสดงธรรมโปรดว่าที่จูเฬกะสาฎกพราหมณ์ได้อย่างละสี่นี้ยังน้อยไป ถ้าหากตัดสินใจได้ตั้งแต่ยามต้น จะได้อย่างละสิบหก ถ้าตอนกลางจะได้อย่างละแปดนี่เป็นตอนท้ายจึงได้อย่างละสี่
ถามว่าทำไมจึงได้ผลทันที หนึ่ง (ปัจจัย) ของบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปคอรัปชั่น ไม่ได้ไปโกงใครมา ของส่วนตัว มีอยู่เท่านี้ เรียกว่าของบริสุทธิ์ มีค่าสำหรับเขา เรียกว่าปัจจัยบริสุทธิ์ และ (เจตนา) เจตนาก็บริสุทธิ์ เพียงแต่เจตนาช้าไปหน่อยและที่ได้ผลเร็วเพราะพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อนาบุญที่สูงสุด ถวายเฉพาะพระพักตร์อานิสงส์จึงแรง เร็วและมาก (ผู้รับ)
ท่านบอกว่า“จงตัดโลภ (เพราะโลภจึงมีความหวงแหน โลภะตัวนี้ชื่อว่าเป็นรากเหง้าของอกุศลกรรมทั้งมวล อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ตัว หรือ ตัณหาในสมุทัย ท่านยกเอาโลภะเจตสิกตัวเดียว ร้ายที่สุด โลภไม่ได้จึงเกิดโทสะ และในโลภก็มีหลงอยู่ด้วย ดังนั้นโมหะจึงทำงานตลอด แต่เวลายกเอาเป็นตัณหาสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ เอาโลภะเป็นตัวตั้ง) ด้วยทานการเสียสละ ตัดโทสะด้วยเมตตาเพิ่มราศรี ตัดความหลงด้วยปัญญาบารมี เป็นความดีที่ควรทำประจำกาล”
ทานเป็นการตัดตัวโลภะ เราทำกันมากแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน เข้าใจไม่ค่อยละเอียด การให้ทานนี้ ท่านว่า “ให้ทานด้วยศรัทธา จะร่ำรวยและรูปสวยให้ทานด้วยความเคารพพร้อมทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม (เช่นเวลาจะให้ทานก็น้อมเข้าไป ใส่บาตรถอดรองเท้า ทำให้เรียบร้อย คือพร้อมด้วยองค์สาม คือ กาย วาจาและใจ) บริวาร (คนที่อยู่ร่วมกับเรา) จะอยู่ในอำนาจ ให้ทานตามกาล ตามเวลา (เช่น เวลานี้ ฤดูนี้ควรทำอะไร เช่นฤดูกฐิน มีเพียงช่วงเดียว อย่างนี้เรียกกาลทาน หรือเช่นผลไม้ที่มีตามฤดู เช่น เดือนห้าเดือนหก มะม่วงออกแรก เราเอาไปทำบุญก่อน หรืออะไรออกใหม่ๆ ต้นๆ เอาไปทำบุญ ทำของที่เกิดขึ้นใหม่ๆ และเป็นของดีด้วย หรือจะเป็นบางเวลา เช่นเขามาเรี่ยไร ทุกคนจะเจอ เช่นซองผ้าป่า ถ้าเห็นซองควรขอบคุณโมทนาสาธุที่เค้าเอาบุญมาให้เราอย่าไปรังเกียจ ทำน้อยทำมากตามกำลัง สาธุใส่ไปตามกำลัง อย่าทำไปด้วยรังเกียจไปด้วย บางทีก็รังเกียจคนที่มาบอกบุญ บุญที่ทำก็เลยเปื้อนไปด้วย บางคนบอกว่าไปถึงที่ทำงานตอนเช้าเจอซองผ้าป่าเป็นตั้ง ขี้เกียจรำคาญก็นำมารวมๆ กันไว้แล้วก็ทำไป อย่างนี้ เรียกว่า“ทำทิ้ง” คือไม่ได้หรือได้ก็ได้ของไม่ดี เพราะฉะนั้น ต้องเคารพในทานของเรา จะห้าบาท ยี่สิบบาทหรือเท่าไหร่ก็จบให้ดี “ทานกุศลของข้าพเจ้านี้จงเป็นปัจจัยให้สิ้นกิเลส” เอาข้อสำคัญที่สุดไว้ก่อน นี้เรียกว่าทำทานตามกาล) ทำบุญให้ทานตามกาล เวลาปรารถนาอะไร จะได้เร็ว ไม่ขัดข้องให้ทานด้วยการสงเคราะห์ น้ำท่วม ไฟไหม้ เค้าอดอยากลำบาก จะเป็นคนที่ไม่อดอยาก จะมีคนสงเคราะห์อนุเคราะห์ในยามที่เราเกิดความต้องการ ให้ทานเพื่อบูชา เพื่อสักการะทดแทนบุญคุณ อันนี้จะเป็นเหตุให้ร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ มีความสุข
………. จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:04:48 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 5 : (deedi)
(๔)
เรื่องของทานให้ไปศึกษาหาอ่านเพื่อให้ได้คุ้มค่า ทำน้อยได้มาก เพราะบางคนทำบุญได้บาปก็มี อย่างการไม่เข้าใจ เอาของไม่สมควรไปถวายพระ นี่ก็บาปเพราะไปทำให้ท่านย่อหย่อนวินัยลง บางคนก็ถือวิสาสะถาม “หลวงพี่ชอบอะไร จะได้แกงมาถวาย” อย่างนี้ก็ผิด เพราะตามหลักแล้วไปบอกไม่ได้ จะแกงอะไรก็แกงไปแต่อย่ามาบอก ถ้าบอกก็คือท่านสมรู้ร่วมคิดกับเรา ยิ่งบางองค์ท่านก็ไม่ค่อยเข้าใจ ก็จะหย่อนยานเพราะถือวิสาสะ คนที่ไปใกล้พระจึงต้องระมัดระวังเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรผิดถูก ก็ไม่รู้ตัวว่าทำบาป
หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ (พระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ) จะเน้นมากจุดที่หนึ่งคือโต๊ะบูชาจะทรงสอนสมภารทุกวัดที่ไปเยือนว่าจำไว้ว่าวัดเป็นวัดของพระพุทธเจ้า โต๊ะบูชาต้องทำให้สะอาดเรียบร้อย ต้องถือว่าเราบูชาพระพุทธเจ้า วัดเป็นของพระพุทธเจ้า ต้องทำด้วยความเคารพจึงควรจำไว้ว่าโต๊ะบูชาที่บ้าน จะเล็กใหญ่ไม่สำคัญแต่ต้องทำให้สะอาดเป็นสำคัญ และยังเป็นการพัฒนาจิตเราให้ปราณีต บริสุทธิ์ขึ้น ดังนั้น ต้องสะอาดจึงจะเป็นมงคล ธูปปักไว้สามดอก (พระวิสุทธิคุณพระปัญญาคุณ พระมหากรุณาธิคุณ จะจุดก็ได้ไม่จุดก็ได้แต่ให้ระลึกถึงความหมาย) เทียนสองเล่ม (เช่นกัน ไม่จุดก็ได้ เอาไว้ระลึกแทนพระธรรม พระวินัย) ดอกไม้ (แทนพระสงฆ์) เปลี่ยนและพยายามใช้ดอกไม้สดถ้าเป็นไปได้
โต๊ะหมู่บูชาจึงควรทำให้สะอาด เพราะเราถือว่าพระพุทธเจ้าคือสูงสุดแล้วที่ต้องเคารพบูชา ท่านว่าถ้าบ้านเราตั้งโต๊ะหมู่บูชาและไหว้พระเป็นประจำ บ้านนั้นจะเป็นสิริมงคล ท่านกล่าวว่าในเวลาที่ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จะลงมาตรวจโลกมนุษย์ ท่านจะดูว่าบ้านไหนมีโต๊ะหมู่บูชาไหว้พระหรือไม่ ถ้ามีบ้านนั้นก็จะได้สิริมงคลคุ้มครองบ้านไหนที่ไม่มีสิ่งที่เป็นมงคลเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออุบัติเหตุเภทภัยความเจ็บไข้ได้ป่วยในบ้านจะมี ให้ลองสังเกตดู
ดังนั้น ถ้าทำได้ ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อโต๊ะหมู่ราคาแพงๆ ตรงไหนก็ได้ที่สะอาดเรียบร้อยคิดว่าเหมาะสมที่จะนั่งไหว้พระ ขอให้มีมุมหนึ่งในบ้าน เหมือนกับมีพระรัตนตรัยอยู่ในใจของเรา อันนี้เป็นสัญญลักษณ์
อีกอย่างคือ การทำบุญทำทานจะได้ไม่ผิดพลาด ให้เหมาะให้ควร และรู้ประมาณด้วย ให้คิดว่าแบบนี้เหมาะสมจะทำเท่าไหร่ อย่าคิดว่าทำมากจะได้มาก แต่ให้เข้าใจว่าทำเร็วสำคัญกว่า น้อยแต่ทำเร็วจะได้ผล คำว่าน้อยหรือมากในเรื่องของบุญนั้นไม่มี (คือไม่ได้คิดที่ปริมาณ) แต่ว่าการตัดสินใจ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้ทานของเราสมบูรณ์ขึ้น
อีกเรื่องที่ควรระวังคืออย่าคิดว่าปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้วเป็นบุญสูงสุดแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องทำแล้ว เลิก ไม่ถูก ต้องทำ เพราะว่า“ศีลเป็นสะพาน ทานเป็นเสบียง” ให้จำไว้อย่างนี้ จะเดินทางไปไหนต้องมีเสบียง pocket money ต้องมีติดกระเป๋า ทานจึงสำคัญ ท่านยกเอาไว้ว่าทำง่ายคือเป็นอันดับต้น ส่วนศีลนั้นละเอียดและทำยากมากกว่าทานและคนที่ทำบุญทำทานก็ต้องรักษาศีลหรือสมาทานศีลก่อนจึงจะไปให้ทาน เวลาเราจะไปวัดพระไม่เคยบอกให้มาถวายทันทีแต่จะให้รับศีลก่อนให้ทานเพื่อให้ทานของเราบริสุทธิ์ขึ้น ศีลจะปฏิบัติได้ยากกว่าทาน
เราสามารถพิจารณาตัวเองได้ว่าอัตคัตขาดแคลนเรื่องอะไร ให้ลองสังเกตตัวเองดู บางคนสมบูรณ์เรื่องอาหารแต่อัตคัดขาดแคลนที่อยู่อาศัย บางคนทำงานจนแก่ไม่มีบ้านส่วนตัวอยู่เพราะไม่เคยสร้างกุฎิหรือที่อยู่ที่พักอาศัยจะขาดอะไรถามตัวเอง ขาดอาหารก็ทำบุญด้วยอาหาร ขาดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ทำบุญด้วยจีวร
พระพาหิยะเป็นผู้ตรัสรู้เฉียบพลัน คือทันทีที่ได้ฟังธรรมก็บรรลุธรรมเลยแต่ว่าไม่เคยได้ห่มผ้าจีวรเพราะไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรเลยในอดีต เมื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะไปแสวงหาจีวร แต่ไปถูกแม่โคขวิดตายก่อน พระพาหิยะจึงเป็นพระอรหันต์อยู่ในอัตภาพที่เรียกว่ายังไม่ได้ห่มจีวร การถวายผ้าไตรจีวรเป็นการจองที่หากคิดว่าในอนาคตเราจะบวช หากเป็นหญิงก็จะได้เครื่องประดับที่มีค่า เช่นนางวิสาขาจะได้เครื่องประดับที่มีค่าสูงสุดไม่มีใครเทียบเท่า เพราะอานิสงส์ที่ถวายผ้าไตรจีวรมามาก และอีกประการคือจะทำให้เป็นผู้ผิวพรรณงามจะเป็นถวายผ้าไตรจีวร การซื้อผ้าขนหนูซื้อผ้าไปกราบพ่อกับแม่ เพราะท่านถือว่าพ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้านของเรา แน่นอนที่สุด ทุกปีปีใหม่เสื้อผ้า ผ้าขนหนู อาหารที่ท่านชอบ เอาไปกราบท่าน ถือว่าเราได้ทำบุญกับท่านที่มีคุณธรรมสูง เรียกว่าเนื้อนาบุญของเราตรงนี้สำคัญมาก
สรุปทั้งหมดว่า ถ้าจะเลือกหาผู้รับที่สมบูรณ์ เอาพ่อแม่ของเรา จะทำจะให้อะไรก็ให้พ่อแม่ก่อน ไม่มีสูญ เป็นเนื้อนาบุญที่ดีที่สุดของเราถ้าท่านสิ้นไปแล้วก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านแต่ถ้าของใครยังอยู่ก็อย่าช้า รีบทำทานกับพระอรหันต์สององค์นี้
มีคนบอกว่าพ่อแม่รวยกว่าเรา แทนที่จะให้ก็ไปขอที่ท่านมีแทนเอาผลไม้ไปฝากหนึ่งถุงแต่ไปขอสร้อยขอแหวนขอโฉนดที่ดินมาแทนลูกคนหนึ่งเอาแต่โภคทรัพย์หรือโลกียทรัพย์ (โฉนดที่ดิน เงินในธนาคารเพชรนิลจินดา) ปกครองไว้หมด ไม่เคยทำบุญ อีกคนไม่เอาอะไรเลยเอาแต่อริยทรัพย์คือทำบุญมามาก เห็นว่าโลกียทรัพย์ไม่มีประโยชน์ให้ก็เอา ไม่ให้ก็ไม่เอา และไม่อยากได้ ได้มาก็ให้คนอื่นไป
พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าทาน คนที่ให้ทาน จะเป็นที่รัก อย่าขอใครถ้าไม่จำเป็น มือสองเท้าสองสมองหนึ่ง ไม่จำเป็นอย่าขอใคร ไม่จำเป็นอย่าขอร้องใคร
ทานเป็นเรื่องแรก และเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว ควรเข้าใจทำทำกับพ่อกับแม่ของเรา เงินที่ได้มา หนึ่ง ใช้หนี้เก่า (สมณะชีพราหมณ์บิดามารดา ผู้มีพระคุณ ทดแทนพระคุณท่าน) สอง ให้เขากู้ (ลูกหลานบริวาร สงเคราะห์อนุเคราะห์เขา ให้การศึกษา ดูแลยามเจ็บป่วย)สาม ทิ้งลงเหว (อาหารวันละสามมื้อให้ตนเอง อย่าให้อดอยากหรือฟุ่มเฟือยเกินไป ที่ทุกข์นั้นเพราะเกินประมาณ บำรุงรักษาตัวเองและผู้อยู่ใกล้) สี่ ฝังดิน (ทำบุญ เป็นเสบียงไว้ท่องเที่ยวในสังสารวัฏ ไม่ให้ขาดหรือลำบากหรืออดอยาก)
แบ่งให้เป็นอย่างนี้ และกับพ่อกับแม่ไม่ว่าท่านจะรวยแล้วหรือไม่เราก็ต้องให้ เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและเพื่อเลี้ยงน้ำใจท่านตั้งใจตั้งแต่วันนี้เลยว่าต้องให้ท่านให้ถึงมือท่านให้ได้ ถ้ายังมีชีวิตอยู่น้อยมากไม่สำคัญ พ่อแม่นั้นถึงจะรวยล้นฟ้าแต่ถ้าลูกเอาเงินมาใส่มือจะชื่นใจมีความสุข เราได้บุญตรงนี้ ที่สำคัญที่สุด ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ ลูกเราที่เดินตามเรามาจะเห็นว่าเราทำกับพ่อแม่อย่างไรทำให้เค้าดูดีกว่าสอนเค้า สร้างค่านิยมประเพณีและจริยธรรมในครอบครัวเรา ถ้าทำได้ ลูกทุกคนที่เห็นว่าพ่อแม่เคยทำอะไรกับคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าเค้าก็จะทำตามโดยที่เราไม่ต้องไปเรียกร้องไปสอนไปบอกเลย
………. จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:06:01 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ความคิดเห็นที่ 6 : (deedi)
(๕)
สรุปว่าปัจจุบัน การมาปฏิบัติธรรมเราจะปิดทวารทั้งหมด สักแต่ว่าเห็นได้ยินได้กลิ่นฯ เหมือนกับว่าเราไม่รู้อะไร แต่ที่จริงเรารู้ แต่เป็นเพียงรู้แต่ไม่ปรุงแต่ง ยินหนอ จบ กลิ่นหนอ จบ คิดหนอ จบ จบตรงที่เรากำหนด ฝึกเช่นนี้ เมื่อไปอยู่ในชีวิตประจำวัน สติที่ฝึกไว้นี้สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นมาทันทีที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้สัมผัสฯลฯและจะชี้ขาดลงไปทันทีว่าการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นฯลฯ นั้นๆ เป็นคุณหรือเป็นโทษ พอเห็นปุ๊บ หิริโอตัปปะ จะเกิดและคอยระงับเราเช่นคิดจะเปิดปากพูดแต่รู้ขึ้นมาว่ากำลังจะส่อเสียด จะเพ้อเจ้อก็จะหยุดทันที บาปทางปากนั้นทำได้เร็วที่สุด อ้าปากเมื่อไหร่ก็ทันที ฝึกเป็นคนใบ้ บอด หนวก ฝึกไว้ให้สติเร็ว ทันความคิดกำหนดได้ทัน ฝึกกำหนดทุกทวาร ออกไปสู่โลกภายนอกก็จะเป็นคนปิดทวารได้โดยอัตโนมัติ เรียกว่าไม่วู่วาม ไม่ทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนเพราะมีสติคอยยับยั้งทุกทวาร จะโต้ตอบก็มีสติ พูดด้วยสติไม่ใช่ด้วยอารมณ์ จะรู้จักกำหนด กำหนดไปๆฤทธิ์หรืออำนาจกิเลสก็จะลดลงๆ มีสติ พูดด้วยสติ ทุกอย่างก็สงบ โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว การปฏิบัติธรรมจึงทำให้เราเป็นคนมีคุณภาพขึ้น เรียกว่าเย็น เมื่อตัวเราเย็นคนอื่นก็จะเย็นไปด้วย
ท่านบอกว่าทำเป็นบอดเสียบ้างในบางครั้ง (เห็นหนอ)ทำเป็นใบ้เสียบ้างในบางหน (ยินหนอ ไม่ต้องตอบ)ทำเป็นหนวกเสียบ้างในบางคน (ยินหนอ ไม่ต้องตอบ โดยเฉพาะคู่สามีภรรยา)ทำเป็นจนเสียได้ในบางกาล (อย่าอวดมั่งอวดมีอย่าทำใหญ่เกินตัว ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า)
ในยามอ่อน อ่อนให้เป็นเหมือนเส้นไหมเอาไว้ผูกเสือโคร่งโยงมาเฆี่ยนเวลาแกร่งให้แกร่งดังวิเชียรจะได้เจียรตัดกระจกได้ดั่งใจ
เอาธรรมะไปใช้กับครอบครัว ครอบครัวก็จะมีความสุข จึงเอาไปใช้ให้เป็น
ถึงเงินบาทจะลอยตัวอย่ากลัวทุกข์ใจใสสุกทุกคนอย่าหม่นหมองปฏิบัติธรรมตั้งในธรรมตามทำนองให้ถูกต้องหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน(อย่าหวั่นไหวไปตามอาการของโลก)จะทำการสิ่งใดให้สัมฤทธิ์ทั้งโทษพิษภัยร้ายมลายสิ้นสงบกายวาจาเป็นอาจิณให้พอกินพอรอดตลอดปี
…..
เจริญในธรรม
:> จากคุณ : deedi [ 8 เม.ย. 2543 / 23:07:18 น. ] [ IP Address : 203.146.130.239 ]
ป้ายกำกับ: dharma
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระธรรมคำสั่งสอน พระสงฆ์สุปฏิปันโน พระอริยบุคคลทั้งหลายทั้งสิ้นคุณคุณแม่คุณพ่อ คุณครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณ ท่านที่มีบุญคุณทุกๆ ท่าน
…..
วันก่อนนำเรื่อง "ทานกุศล" มาฝาก หลายวันมาแล้ว แกะเทปเรื่อง "ศีลกุศล" บรรยายโดยครูบาอาจารย์ของดิฉัน คือ อาจารย์เรณู ทัศณรงค์เห็นว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะกับผู้ปฏิบัติธรรมและผู้ที่สนใจธรรมะเพื่อการนำมาใช้ในชีวิตจึงเอามาฝากกันอีกครั้ง โดยแบ่งเป็นตอนๆ รวม ๑๐ ตอนค่ะ
กุศลใดอันเกิดจากธรรมะจากกระทู้นี้ ขอน้อมส่งให้กับครูบาอาจารย์ดิฉันคืออาจารย์เรณู ทัศณรงค์ ทั้งหมดแต่หากมีข้อผิดพลาดประการใดจากการนำมาถ่ายทอดดิฉันขอน้อมรับไว้เพียงผู้เดียวค่ะ
(คำว่า "โยคี" ในที่นี้ หมายถึง ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้เพียรเพ่งเผากิเลส ค่ะ)
.....
ฝากข่าวถึงคุณทองคำขาวนิดค่ะ ได้พระสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับภาษาบาลีมาหลายวันแล้วค่ะ คิดว่าอาจจะใช่อันที่คุณทองคำขาวอยากได้(ไปซีร็อกซ์มาจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี)แต่ว่าพิมพ์ไม่ไหว เพราะเป็นบาลีด้วยและยาวพอสมควรค่ะ แล้วจะทำสำเนาไปให้ที่ศาลาลุงชินนะคะ หรือถ้าหากจะให้เมล์ส่งให้ที่ไหนก็แจ้งมาได้นะคะ ในกระทู้นี้หรือว่าจะเมล์มาที่ deedi_deedi@email.com ก็ได้ค่ะ เพื่อนๆ คนอื่นๆ ใครอยากได้ก็บอกมาได้เช่นกันนะคะ ถ้าอยากได้แบบเป็นสำเนาก็แจ้งๆไว้ก็ได้ แล้วจะทำสำเนาให้ค่ะ
.....
เจริญในธรรม
:> จากคุณ : deedi [ 2 พ.ค. 2543 / 21:57:25 น. ] [ IP Address : 203.146.128.49 ]
ความคิดเห็นที่ 1 : (deedi)
ศีลกุศลอาจารย์เรณู ทัศณรงค์…..
(๑)
ท่านกล่าวว่า เจตนา หัง ภิกขเว สีลัง วทามิ- เรากล่าวว่า “เจตนางดเว้น คือ ตัวศีล”
ศีล มี ๒ ระดับ คือ โลกียศีล และ โลกุตตรศีล
โลกียศีล คือ ศีลที่รักษาแล้วก็จะได้ไปสู่สุคติ คือ ไปเป็นเทวดา พรหม แต่ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
โลกุตตรศีลคือ ศีลของผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ อินทรีย์สังวรศีลหรือ ศีลในองค์มรรค
…..(๒)
ศีล ถ้าว่าโดยประเภท มี ๔ ประเภท
๑. ปาติโมกข์สังวรศีลคือ ศีลที่มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ได้แก่ ศีลห้าของฆราวาส ศีลแปดเป็นศีลอุโบสถ ศีลสิบเป็นศีลของสามเณร ศีล ๒๒๗ เป็นศีลของพระภิกษุ ศีล ๓๑๑ ข้อของพระภิกษุณี
๒. ปัจจยวิสุตตศีลคือ ศีลที่พิจารณาในปัจจัยสี่ ส่วนมากพระสงฆ์เวลาจะรับปัจจัยสี่ (อาหารบิณฑบาต จีวร ยาแก้ไข้) ก็จะต้องมีการพิจารณา
๓. อินทรีย์สังวรศีลคือ ศีลของผู้ปฏิบัติธรรม มีการกำหนด – เห็นหนอ ยินหนอ กลิ่นหนอรสหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ คิดหนอ คือ การกำหนดในทวารทั้ง ๖ (ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ – deedi) อันนี้เรียกว่า อินทรีย์สังวรศีล เป็นศีลของผู้ปฏิบัติธรรม
๔. อาชีวปาริสุทธิศีลหมายถึง ความบริสุทธิ์ในเรื่องของอาชีพ ถ้าโดยทั่วไปแล้ว ก็หมายถึงอาชีพที่บริสุทธิ์ หรือ อาชีพที่พระพุทธเจ้าห้าม เช่น ไม่ขายสัตว์ให้เขาเอาไปฆ่า ไม่ขายมนุษย์ ไม่ขายอาวุธ ไม่ขายยาพิษ ไม่ขายสุราสิ่งเสพย์ติด(นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็เป็นอาชีพที่บริสุทธิ์) ชาวพุทธจะต้องเว้นจากอาชีพทั้ง ๕ อย่างนี้
แต่โยคีกำลังปฏิบัติธรรมนั้น เราจะให้พิจารณาเรื่องอาหาร เช่น เห็นหนอ อยากรับประทานหนอ ยกหนอ ไปหนอ จับหนอ ยกหนอ ไปหนอ ตักหนอยกหนอ มาหนอ อ้าหนอ ใส่หนอ รสหนอ ลงหนอ วางหนอ เคี้ยวหนอๆๆๆน้ำลายออก รู้สึกหนอ กลืนหนอ อันนี้ เรียกว่า เป็นอาชีพ เรียกว่าเลี้ยงชีพอย่างบริสุทธิ์ แล้วก็เป็น อาชีวปาริสุทธิศีลของผู้ปฏิบัติ – ขอให้แยกอย่างนี้ด้วย
…..(๓)
การรักษาศีลนั้น ถ้าว่าแล้ว คำว่า “ศีล” แปลว่า ปกติ (มีคำแปลมากมายแต่เอาเฉพาะที่จำเป็น) คนที่มีปกติก็คือจะ
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
๒. ไม่ลักทรัพย์
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
๔. ไม่พูดเท็จ
๕. ไม่ดื่มสุรา
ศีลข้อหนึ่งคนที่มีปกติไม่ทำห้าอย่างนี้ ก็คือคนไม่ผิดศีลห้า คนๆ นั้นก็จะมีความเป็นอยู่อย่างปกติสุข ลองสังเกตว่า จริงมั้ยคนที่ผิดศีลห้าแล้วเดือดร้อน ทุกวันนี้ดูได้ในสังคม คนที่ผิดศีลห้า ก็ต้องถูกเค้าฆ่าตาย หรือไม่ก็ถูกตามล่า ติดตารางก็ไม่เป็นปกติสุข
ศีลข้อสองคนที่ลักขโมยทรัพย์สินของคนอื่น ผิดศีลข้อสอง ก็จะไม่มีความเป็นปกติสุขไปได้ จะต้องหลีกเร้น หลบซ่อน ถูกตามล่า จับกุม เรียกตัวมาดำเนินคดี
ศีลข้อสามข้อสาม – การประพฤติผิดในกาม ข้อนี้จริงๆ แล้วเป็นพื้นฐานของครอบครัวถ้าครอบครัวใดผิดศีลข้อนี้ ก็เป็นอันว่า ครอบครัวนั้นไม่เป็นปกติสุข ครอบครัวแตกแยก พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง นี่คือจุดสำคัญที่จะทำลายความมั่นคงของครอบครัว มีคนกล่าวว่า “สามีขี้เหล้า ขี้ไพ่ ก็ช่างเถอะ ยอมได้แต่ผิดศีลข้อสาม ยอมไม่ได้” ภาษิตไทยบอกว่า “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” นี่เป็นเรื่องของกิเลส เรื่องของธรรมดา ธรรมชาติ ของใครใครก็รัก ของใครใครก็หวง เพราะฉะนั้น การผิดศีลข้อสาม จึงเป็นเหตุให้เกิดความร้าวรานในครอบครัวและเป็นการทำลายสังคมที่เห็นได้ชัด เพราะกระทบกระเทือนไปถึงเยาวชนด้วย
ศีลข้อสี่ศีลข้อสี่ – มุสา – การพูดมุสา ทำง่ายที่สุด เพราะว่าการพูดเท็จ บางครั้งไม่ตั้งใจ บางครั้งมีความตั้งใจ เพราะฉะนั้น ศีลทุกข้อจะมีองค์ประกอบว่าจะศีลขาดขนาดไหน ถ้าเบาหน่อยเรียกว่า ศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลยังไม่ขาด (ข้อ ๑การฆ่า ต้องครบองค์ห้า คือ สัตว์นั้นมีชีวิต – เราก็รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต – มีจิตคิดจะฆ่า – เพียรพยายามฆ่า - สัตว์นั้นตายลง อันนี้เรียกว่าผิดร้อยเปอร์เซนต์เรียกว่า ศีลขาด แต่ถ้าไม่มีเจตนา ศีลก็เป็นเพียงด่างพร้อย เช่น ไม่รู้ว่ามียุง เอามือลูบไป ยุงตาย ศีลไม่ขาดแต่ว่าด่างพร้อย ไม่สมบูรณ์เพราะฉะนั้น ศีลทุกข้อจะมีองค์ประกอบ)
ศีลข้อห้าข้อห้า – การเสพย์สุรา – ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยกว่าข้ออื่นๆ และในบางแห่งจะอธิบายไว้ว่า ตามปกติเราก็มีสติอ่อนอยู่แล้ว ถ้าพอไปดื่มสุรา(ท่านเรียก “น้ำทำลายสติ”) ถ้าคนเราขาดสติแล้ว ก็ทำได้ทุกอย่าง จึงสังเกตว่า คนจะปล้น จะฆ่า โจร มิจฉาชีพ ลองดูโทรทัศน์ ไม่ว่าเรื่องอะไรตัวผู้ร้ายต้องถือขวดเหล้า ดูออกเลย นี่คือสื่อ จะเห็นว่า เหล้าเป็นตัวย้อมใจให้คนกล้าหาญที่จะทำชั่วมากขึ้น บางคนถ้าไม่ดื่มสุรามีความละอาย ไม่กล้าร้องเพลง ไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น แต่พอดื่มสุรา มึนๆ เข้าหน่อยตึงๆ เข้าหน่อย ร้องเพลงก็ได้ รำก็ได้ ฆ่าก็ได้ ปล้นก็ได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงสังเกตได้ว่า แห่งอบายมุขซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงทั้งหลาย จะต้องมีสุรา แล้วก้าวไปหานารี ไปพาชี ไปกีฬาบัตร เหล่านี้โยงกัน หมายความว่า คนที่ดื่มสุราแล้ว ก็จะสามารถประพฤติชั่วได้หมดทุกอย่าง เพราะว่าไม่มี “สติ” จึงเรียกว่า “น้ำทำลายสติ”
เพราะฉะนั้น ศีลที่เรามาปฏิบัติธรรม จึงเรียกว่า ”อินทรีย์สังวรศีล”หรือ ศีลในองค์มรรค คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ(หรืออีกชื่อเรียก วิรตีเจตสิก ๓ = เว้นจากการไม่ทำบาป ๓ คือ กายกรรมบริสุทธิ์ (ไม่ทำบาปทางกาย – สัมมากัมมันตะ) สัมมาวาจา = วาจาบริสุทธิ์ สัมมาอาชีวะ = เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น โยคีได้ ๓ ตัวนี้เวลามาประพฤติธรรม นี่คือ ศีลในองค์มรรค ศีลอันนี้จึงจะทำให้ละกิเลสได้แล้วตรงนั้น จะทำให้ศีลห้าบริสุทธิ์
…..
(มีต่อค่ะ) จากคุณ : deedi [ 2 พ.ค. 2543 / 21:59:33 น. ] [ IP Address : 203.146.128.49 ]
ความคิดเห็นที่ 2 : (deedi)
(๔)
ศีลจึงมี ๓ ระดับ ๓ ประเภท
๑. สมาทานวิรัติเวลาไปวัด พระจะให้ศีล เวลาเอาของไปถวายวัด พระก็จะบอกว่า “โยม รับศีลนะ” เราก็รับกับพระ (หรือแม้แต่นั่งดูฟังทีวี พระว่าเราก็ว่าด้วย นี่เรียกว่ารับกับพระ) รู้มั่ง ไม่รู้มั่ง ก็ว่าตาม รับเสร็จแล้วท่านก็จะให้ถวายไทยทานต่างๆ แล้วเราก็เลิก ไม่สน อันนี้เรียกว่า รับแล้วก็วาง ไม่ได้ถือ เพราะฉะนั้นคนจึงผิดศีลนอกวัดออกมาปุ๊บก็ผิดศีล ไม่ได้สังวร ไม่ได้ระวัง
๒. สัมปัตตวิรัติระดับนี้ จิตใจสูงขึ้น ด้วยการงดเว้นเอาเอง เหมือนที่สมาทานทุกเช้า ต่อหน้าพระพุทธรูป ถ้าเจตนางดเว้นเอาเองต่อหน้าพระพุทธรูป ถือว่าเป็นผู้มีระดับจิตมีเจตนาที่จะงดเว้นศีลสูงขึ้น ปราณีตขึ้น
๓. สมุทเฉทวิรัติไม่ต้องสมาทาน ศีลก็บริสุทธิ์ หมายถึง บุคคลที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ก้าวขึ้นสู่ความเป็นพระอริยบุคคล นับตั้งแต่พระโสดาบันอริยบุคคลเป็นต้นไป ศีลห้าจะมั่นเป็นนิตย์ โดยไม่ต้องสมาทาน
…..(๕)
ศีลนั้น ถ้าจะว่าไปแล้ว ท่านบอกว่าเป็นแม่ของกัลยาณธรรมทุกประการถ้าไม่มีศีลขึ้นต้น กุศลธรรมอย่างอื่นจะไม่เกิดหรือเกิดไม่ได้ ศีลจึงถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าทาน ถ้าจะว่าแล้ว เพราะเราจะมาเกิดในมนุษย์ ในสุคติภูมิได้ จะต้องอาศัยศีล ถ้าหากว่าไม่มีศีลแล้ว ลำพังแต่ทานอย่างเดียว มาไม่ได้
”สีเลนะ สุคติง ยันติ” ”สีเลนะ โภคะ สัมปทา”
ท่านจึงบอกว่า “ศีลเป็นสะพาน ให้เราเดินไปสู่สุคติ” มีคำกล่าวเวลาพระท่านให้พร ”สีเลนะ สุคติง ยันติ” - ศีลจะพาไปสู่ เป็นสะพานไปสู่สุคติภูมิ คือ มนุษย์ เทวดา ”สีเลนะ โภคะ สัมปทา” - ศีลเป็นเหตุให้เกิดโภคทรัพย์ ผู้มีศีล จะมีโภคทรัพย์
๒ ระดับนี้ ยังอยู่ในโลกียะ เพราะว่าศีลใน ๒ ระดับนี้ เป็นศีลที่สามารถให้เราท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิ คือ มนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่มีความสุข เป็นเทวดาหรือเป็นพรหม
”สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย”
ตอนสุดท้าย ท่านจะกล่าวว่า ”สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลังวิโสทะเย” - จะไปสู่มรรค ผล นิพพาน ได้ ก็ต้องอาศัยศีล ศีลตรงนี้หมายถึง อินทรีย์สังวรศีล และ ศีลที่อยู่ในองค์มรรค
ศีล ตรงนี้ จึงต่างกัน “โลกุตตรศีล” = ศีลที่ละกิเลส ศีลของผู้ที่กำลังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่ศีลที่รักษาทั่วไปเป็นโลกียศีล เพราะว่าสามารถส่งผลให้เราไปสู่มนุษย์ที่ดี ร่ำรวย อายุยืน สวยงาม แต่ว่าก็ยังเวียนว่ายอยู่ เพราะว่าไม่ถึงกับทำลายกิเลส ถ้าเป็นศีลของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตรงนั้นจึงจะเป็นศีลที่ทำลายกิเลส หรือไปถึงพระนิพพาน ซึ่งอยู่ในวรรคหลัง “สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลังวิโสทะเย” หมายถึง ศีลของผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
”สุขัง ยาวะชลา สีลัง”
ท่านกล่าวว่า “สุขัง ยาวะชลา สีลัง” – ศีลจะทำให้เกิดสุขตราบเท่าชราท่านว่า อยู่กับศีลกับธรรม ดีกว่าอยู่กับทรัพย์สมบัติ อย่าติดลูกติดหลานติดทรัพย์สมบัติ มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน แต่ถ้าท่านอยู่กับศีลแล้ว ศีลจะคุ้มครองให้ท่านมีความสุข ตราบเท่าชรา
”สีลัง โลเก อะนุตตะรัง”
หรืออีกอย่าง ท่านกล่าวว่า “สีลัง โลเก อะนุตตะรัง” – ศีล ยอดเยี่ยมในโลกถือศีลไว้ รักษาศีลไว้อย่างเดียว ก็สามารถที่จะมีความสงบสุขได้
ศีล จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนปฏิบัติธรรมแล้ว พึงตระหนัก สำรวจ สังวร ตัวเองให้มาก และตรงนี้ โยคีควรศึกษาเรื่องศีลห้าให้มาก เพราะเราจะต้องอยู่กับศีลห้า เพราะว่าเป็นผู้ครองเรือน
…
การมาปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติแล้ว ศีลห้าจะดีขึ้น ทุกคนที่เคยปฏิบัติแล้วลองถามตัวเองว่า ศีลห้าดีขึ้นไหม แสดงให้เห็นว่า จะรู้เองว่าปฏิบัติแล้วศีลห้าจะระมัดมั่นขึ้นขนาดไหน อาจมีข้อบกพร่องไปบ้าง แต่เราก็รู้จักสังวรระวัง กำหนดสติอยู่เรื่อยๆ ศีลก็ไม่ค่อยขาด
…
…..(๖)
การผิดศีลมีโทษอย่างไร แล้วรักษา(ศีล)ได้ มีประโยชน์อย่างไร
เรื่องนี้ โยคีจะได้ประโยชน์มากเพราะว่าจะได้ความรู้และเอาไประมัดมั่นสังวร ระวัง และรู้คุณค่าของศีลห้าให้มากขึ้น)
โทษของการผิดศีลโดยทั่วไปการผิดศีล โทษคือ ตกนรก ไปอบาย ไปอบายก็คือมีสิทธิ์ตกนรก เป็นสัตว์นรกเปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ได้หมด คำว่าอบาย จะใช้คำว่า ผิดศีล ไม่ว่าข้อไหนก็ไปอบาย คือ ไม่ได้มาสุคติภูมิ จะต้องไปอบาย – สัตว์นรก เปรตอสุรกาย เดรัจฉาน ภพใดภพหนึ่ง
-ศีลข้อหนึ่ง- ปาณาติบาต
-ผิดศีลข้อหนึ่ง-
ไปตกนรกแล้ว สมมุติเศษบาปที่ติดตามมา อย่างเรามา เราก็มีเศษบาปที่ติดตามมา เศษบาป กลับมาเกิดเป็นคน จะเป็นคนพิการ อย่างน้อยที่สุดอายุสั้น พวกที่ตายในอายุ ๓๐ - ๔๐ บางคน ๑๐ ปี พวกนี้เพราะเหตุว่ามีเศษบาป (คือ ผิดศีลข้อที่หนึ่ง) ตามมา แล้วอีกอย่างคือจะถูกจองเวรคนที่ถูกเค้าฆ่า นั่นเพราะเศษบาป คู่เวรคู่กรรมตามมาคิดบัญชี ถ้าคนไม่เคยฆ่าเขาก็ไม่ฆ่ากัน เพราะเขาเคยฆ่ากันเค้าก็ตามกันตามล้างตามผลาญ พูดง่ายๆ
-รักษาศีลข้อหนึ่งไว้ได้ จะมีอานิสงส์อย่างไร-
จะเกิดกี่ภพกี่ชาติก็ตาม จะมีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังมาก ผิวพรรณวรรณะดีเปล่งปลั่ง มีกิริยามารยาทอ่อนโยน มีวาจาไพเราะ ศัตรูทำร้ายไม่ได้ ไม่มีโรคภัยประจำตัว อายุยืน และไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ (ที่เรียกว่า “ตายโหง”) คนที่รักษาศีลข้อหนึ่งไว้ได้ดี ไม่มีสิทธิ์ตายโหง ตายก็ตายธรรมดาๆ (ตายโหง คือตายปัจจุบันทันด่วน)
…..
(มีต่อค่ะ) จากคุณ : deedi [ 2 พ.ค. 2543 / 22:00:45 น. ] [ IP Address : 203.146.128.49 ]
ความคิดเห็นที่ 3 : (deedi)
(๗)
-ศีลข้อสอง- อทินนาทาน
-ผิดศีลข้อสอง-
อย่างหนัก ไปอบาย ไปตกนรก ดูเศษบาปได้ เศษบาปที่ตามมาก็จะทำให้ยากจน กลับมาเกิดเศษบาปที่ติดมาในชาตินี้ก็จะทำให้เป็นคนยากจน ฝืดเคือง หาเลี้ยงชีพลำบากมากกว่าจะได้ร้อยได้พัน เรียกว่า หยาดเหงื่อแรงงาน ต้องใช้ไปมากที่สำคัญ ถึงจะไปเกิด หาทรัพย์สมบัติมาได้ ก็ไม่อยู่ จะต้องถูกทำลายไป โจรภัย-ถูกโจร ถูกปล้น อัคคีภัย- ไฟไหม้ วาตภัย- ลมพัด อุทกภัย- น้ำท่วม ทรัพย์สมบัติจะถูกทำลาย ไม่สามารถที่จะครอบครองให้อยู่จนกระทั่งตัวเองมีความสุขตลอดชีวิต นี่เพราะเศษบาปที่ติดตามมา
-ถ้ารักษาศีลข้อสองไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จะมีผลคือ-
เป็นคนมีทรัพย์มาก หาทรัพย์ ทำมาหาเลี้ยงชีพคล่อง สมบัติเกิดง่าย รักษาไว้ได้ตลอดชีพ ชั่วชีวิตทรัพย์สมบัติจะไม่ถูกทำลาย ลูกหลานก็ทำลายไม่ได้ แต่ถ้าไปตกถึงลูกถึงหลานทำลาย นั่นเป็นเรื่องของลูกหลาน คนบางคนร่ำรวยมาตลอดพอพ่อสิ้นบุญก็ทั้งไฟไหม้ ทั้งถูกเค้าโกง นี่เพราะตัวคนที่เป็นลูกทุศีลมา แต่คนที่เป็นพ่อรักษาศีลข้อสองมาดี ก็ปกครองทรัพย์สมบัติของเค้าไว้ได้
ที่สำคัญที่สุด คือ จะอยู่ที่ใดเค้าก็เป็นสุข คนไม่ผิดศีลข้อสอง ของไม่หาย คนอื่นของหาย เค้าของไม่หาย อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ไม่เดือดร้อน
…..(๘)
-ศีลข้อสาม- กาเมสุมิจฉาจาร
-ผิดศีลข้อสาม-
อย่างหนัก ตกนรก ไปอบาย ถ้ามีชีวิตอยู่หรือเศษบาปที่ตามมา จะมีศัตรูรอบด้าน
จะถูกคนอื่นดูหมิ่นดูแคลน และเศษบาปที่ตามไปจะทำให้เกิดเป็นกระเทยจะมีปัญหาในเรื่องเพศ ทางเพศ หรือไม่ก็เป็นโสเภณี หรือเบาที่สุด เจ็บช้ำน้ำใจเพราะคู่ครอง มีสามีสามีก็เจ้าชู้ มีภรรยาภรรยาก็นอกใจ มีลูกลูกก็ไม่เอาเรื่อง อยากจะไปกับใครก็ไป ที่เค้าเรียกว่ามีลูกสาวไม่ได้กินขันหมากนี่เพราะตัวเองทำ เศษบาปตามมา
-ถ้ารักษาศีลข้อสามไว้ได้ มีอานิสงส์คือ-
๑. ไม่มีศัตรู เป็นที่รักของทุกคน ที่สำคัญ ถ้าเป็นผู้ชายจะไม่ต้องเกิดเป็นผู้หญิง(ผู้ชายทำผิดก็เกิดมาเป็นผู้หญิงได้ ผู้หญิงทำกุศลมากๆ ก็กลับไปเป็นผู้ชายได้วนเวียน ผู้หญิงที่จะเป็นผู้ชายคือคนต้องตัดสินใจอะไรเด็ดขาด จะทำอะไร(ดี)ทำเลย และผู้หญิงก็มีเหนือกว่าที่ผู้ชายเป็นไม่ได้ คือ ความเป็นแม่ ที่สำคัญพระพุทธองค์ซึ่งมีวิจารณญาณอันละเอียด ทรงเห็นผู้เป็นเพศแม่ จะยกย่องด้านความอ่อนโยน ความเมตตา เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ให้คุณประโยชน์ โอบอุ้ม เค้าจะยกให้เป็นแม่ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่ทัพ) – คนที่เป็นโสเภณี หรือ คนที่เจ็บช้ำน้ำใจ เห็นอยู่เยอะ วิเคราะห์ได้ว่า นี่คือ เศษบาปของศีลข้อสาม
๒. เป็นคนมีอำนาจ มีความสุขในครอบครัว เป็นพ่อบ้านที่มีความสุข ปกครองลูกภรรยาอยู่ในอำนาจ (= อยู่ในธรรม) ผู้ชายทุกคน ถ้าไม่เจ้าชู้ก็จะเป็นที่รักของลูกของเมีย จะขี้เกียจยังไงก็ยังพอยกไว้ แต่ถ้าเจ้าชู้เค้าไม่ให้อภัย และถ้าทำผิดศีลข้อสาม จะเสื่อมเสียไปถึงลูกหลาน น่าเกลียดมาก เพราะฉะนั้น คนรักษาศีลข้อสามได้ ครอบครัวจะมีความสุข มั่นคง
๓. ที่สำคัญที่สุด จะไม่มีปัญหาเรื่องเพศ
เพราะฉะนั้น ศีลข้อสามนี้ ขอให้ทุกคนได้ตระหนักและสอนลูกสอนหลานสอนคนที่อยู่ใกล้ชิดเรา เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำลายสถาบันครอบครัว รวยขนาดไหน ถ้าผิดข้อนี้ข้างในก็โพรง พูดกันไม่รู้เรื่อง จนขนาดไหน ถ้าครอบครัวรักษาศีลข้อนี้ไว้ดี รับรองได้บ้านนั้นเป็นวิมาน ขอให้พยายามช่วยกัน การฟังการเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจแล้ว สามารถช่วยคนข้างเคียงได้เพื่อนฝูง ญาติ ให้เข้าใจได้ว่าทำผิดขนาดนี้แล้วให้โทษไปไกลมากเลยนี่ขนาดเศษบาปที่ตามมา
มีบางคนบอกว่า ไม่เข้าใจเลย รวยก็รวย สวยก็สวย ความรู้ก็สูง แต่มีแฟนเมื่อไหร่ก็มีคนมาซิวไปทุกที ช้ำใจขนาดหนัก วนเวียนมามีปัญหาอย่างนี้อยู่เรื่อย ขนาดทำกรรมฐานตั้งเท่าไหร่ก็ยังลดตัวนี้ไม่ลง แต่ถ้ายกจิตขึ้นเพราะว่าตัวนี้ถ้าทำได้ต้องยกจิตให้เป็นพระอริยะ (คือ พระโสดาบันขึ้นไป)ก็จะลดลง แต่ถ้ายังไม่ถึง ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ เสียอกเสียใจ ช้ำใจ เรียกว่ายังไม่หมดกรรม วิเคราะห์ว่า คือ เศษบาปข้อ ๓ ตามมาเบียดเบียน
…..(๙)
-ศีลข้อสี่- มุสาวาท
ศีลข้อสี่ ท่านว่าเป็นข้อที่รักษายากที่สุด รวมหมด พูดเท็จ พูดหยาบ ส่อเสียดเพ้อเจ้อ สรุปคือ ผิดศีลทางวาจา
ที่ว่าผิดง่ายก็เพราะไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ (จะระวังได้ก็ด้วยอาศัยสติช่วย) ผิดศีลข้อหนึ่ง ฆ่าหรือทำลาย ต้องมีอุปกรณ์ มีไม้ มีด ปืน หรืออย่างน้อย ต้องอาศัยความโกรธ กว่าจะลงมือฆ่า ลงมือทำร้าย แต่ว่าปาก ถ้าสติไม่ดีตัวเดียว ก็มีสิทธิ์ดังนั้น โยคีจึงไม่ให้พูด เพราะว่า(การผิดศีลข้อนี้ – deedi) ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อะไรเลย ศีลข้อสองจะลักจะขโมยก็ต้องวางแผน ตั้งท่า คิดหาวิธี ผิดศีลข้อสามก็ยิ่งต้องลงทุน กว่าจะไปชอบของใคร จะไปพูดให้เค้าชอบ กว่าจะเชื่อใจ กว่าจะลงเอย หมดไปเยอะกว่าจะสำเร็จ แต่มุสานี้ง่ายมาก ขาดสติเมื่อไหร่ก็ขาดทันทีเลย เพราะอยู่ที่กำลังใจของเราว่าจะระลึกได้เมื่อไหร่
ให้ลองสังเกตตัวของเราเอง ปฏิบัติไปแล้วจะเป็น พอนึก พอเห็นหน้าเพื่อนคนนึงก็นึกอยากพูดบางเรื่อง แล้วจะมีตัวสติขึ้นมาว่า นี่กำลังจะมุสา นี่กำลังจะส่อเสียด นี่กำลังจะเพ้อเจ้อ แล้วเราก็นิ่งไป บางทีจะด่าเขา พอนึกขึ้นมาได้ “โกรธหนอ” ก็หยุดนิ่งไป นี่คือคุณค่าของสติ
จะช่วยปิดปากของเราได้ ถ้าไม่มีสติก็หลุดหมดเลย โดยเฉพาะศีลข้อสี่นี้ พูดเท็จนี่ต้องถือว่าเราทำได้ง่ายและผิดพลาดง่าย โยคีจึงไม่ให้พูดเพราะว่าต้องการให้ศีลบริสุทธิ์ และจะเป็นศีลในสัมมาวาจา ในองค์มรรค เพราะฉะนั้นจะต้องบริสุทธิ์หมด ไม่เท็จ ไม่หยาบ ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ – เห็นหนอจริงๆยินหนอจริงๆ กลิ่นหนอจริงๆ รสหนอจริงๆ เย็นหนอ ร้อนหนอ อุ่นหนออ่อนหนอ แข็งหนอจริงๆ และกำลังเกิดปัจจุบันด้วย อดีตก็ไม่เอา อนาคตก็ไม่เอา เอากำลังปัจจุบันนี่ละ คิดหนอจริงๆ เพราะฉะนั้น โยคีจึงอยู่ในตรงนี้ที่เรียกว่า “อินทรีย์สังวรศีล” จึงสามารถละกิเลสได้
-ผิดศีลข้อสี่-
ไปอบาย เศษบาปที่ติดมา ๑. จะพูดอะไรไม่มีใครเชื่อ เคยเห็นไหมคนพูดอะไรไม่มีคนเชื่อ นั่นเพราะเคยผิดศีลข้อนี้มา ๒. จะถูกใส่ความ ถูกเขาตู่๓. บางคนจะเป็นโรคที่ปาก ปากมีกลิ่น เหม็นออกมาจากข้างใน ไม่ได้เหม็นที่ฟัน เหม็นมาจากในคอ เพราะว่านี่เศษบาป จะทำให้ปากเหม็น หรือบางคนเป็นมะเร็งที่ปาก … เพราะฉะนั้น คนที่ทำบาปในปาก ที่ปาก ก็จะเกิดทุกข์เกิดโทษที่ปาก
-ถ้ารักษาศีลข้อสี่ไว้ได้-
๑. มีฟันเรียบสวยงาม
๒. ปากมีกลิ่นหอม คนชวนคนทำบุญ พูดแต่เรื่องมีศีลธรรม เหมือนสันตติอำมาตย์ วันๆ ไม่ทำอะไร ชวนคนทำบุญทำทาน เดินชวน ขี่ม้าชวน ขี่ช้างชวน ชวนเค้าทำกุศล จนปากมีกลิ่น พูดออกมาเป็นกลิ่นดอกบัว หอม อันนี้เป็นสมัยพุทธกาล ท่านยกตัวอย่างให้ฟัง และแม้ในปัจจุบันคนที่ไม่ได้พูดเท็จ พูดหอมในที่นี้ถึงไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็หอมด้วยประโยชน์ที่เค้าเปล่งวาจาออกมา เพราะฉะนั้น คำว่ากลิ่นออกมาจากปากหอม ไม่ได้หมายถึงกลิ่นออกมาเป็นรูปธรรม แต่ในด้านคุณค่า คนที่พูดเท็จพูดแล้วก็เกิดความทุกข์ทั้งตัวเองและคนอื่น คนที่พูดมีประโยชน์คำพูดเป็นความจริงด้วย ถูกเวลาด้วย ก็ถือว่าเป็นวาจาที่มีกลิ่นหอมเพราะว่าเราจะจำได้ คิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ระลึกได้ และได้นำไปใช้ผิวพรรณจะผ่องใส มีวาจาไพเราะ ร่างกายสมส่วน ที่สำคัญไม่ติดอ่าง ข้อสำคัญที่สุด จะมีวาจาสิทธิ์ พูดอะไรคำนั้น ไม่กลับกลอกนี่คืออานิสงส์ของการรักษาศีลข้อสี่ได้
…..(๑๐)
-ศีลข้อห้า-
-ผิดศีลข้อห้า-
ผิดศีลจะไปอบาย เกิดในภพชาติใดก็จะเป็นคนปัญญาอ่อน หรือวิกลจริต และคนผิดศีลข้อห้า (โทษของสุรา)ในปัจจุบัน จะเสียทรัพย์ ถูกคนดูหมิ่น ไม่มีคนเชื่อถือ มีโทษหกอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือ ตายหลงสติ คนเมาตายแล้วไปอบายทุกคน ถึงยังไม่ตายก็ตายทั้งเป็น ดูได้คนติดสุราหรือดื่มสุราจะทำลายสุขภาพร่างกาย โรคจากการดื่มสุรามีมาก ตับแข็ง มะเร็งที่ลำคอ (เพราะเหล้าผ่านลำคอก็เผามาเรื่อย) ผิดศีลข้อนี้ถือว่าทำลายอนาคตไปไกลมาก เพราะเกิดมาอีกกี่ชาติก็จะเป็นคนพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ปัญญาอ่อน ไอคิวต่ำ ที่สำคัญจะทำให้ไม่สามารถทำความดี แม้แต่ในระดับทานหรือศีล ส่วนระดับภาวนาไม่ต้องพูดถึง
-ถ้ารักษาศีลข้อห้าไว้ได้-
จะมีสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่วิกลจริต มีวาจาไพเราะ บุคลิกดี
สรุป
คนที่รักษาศีลไว้ได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าจะบอกว่า ผู้รักษาศีลเอาไว้ได้จะ (๑) อนาคตดี (๒) เกิดสมบัติ (๓) ไปสู่นิพพานได้ – เหมือนที่พระให้พร“สีเลนะ สุคติง ยันติ” ผิดศีลเมื่อไหร่ ทุกข์เมื่อนั้น ตกนรกตั้งแต่ยังไม่ต้องตาย ไม่ว่าผิดข้อไหน
เพราะฉะนั้นทุกคนที่มีโอกาสปฏิบัติธรรม อย่างต่ำสุดขอให้ระมัดมั่นศีลห้าไว้ให้มากๆ เพราะการรักษาศีลห้า ก็จะเป็นบันไดให้ได้ก้าวหน้าไปในทางธรรมยิ่งๆ ขึ้น แม้ว่ามีชีวิตอยู่ก็จะประสบความสันติสุขร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า
ท่านกล่าวว่า
”จงสืบเท้าก้าวหน้าอย่ายั้งหยุดทำความดีถึงที่สุดทุกวิถีผู้ที่หยุดกระทำซึ่งกรรมดีท่านเมธีกล่าวว่าถอยหลังลงทุกเวลานาทีนั้นมีค่าปฏิบัติศีลห้าให้อาจหาญจะพิเศษวิสุทธิ์หยุดเป็นพาลทุกๆ วันตั้งใจทำแต่กรรมดี”
กรรมดีที่ทำได้ง่ายที่สุด ใกล้ตัวที่สุด ก็คือ ระมัดมั่นในศีลห้าให้มากที่สุด หลังจากที่ปฏิบัติธรรมไปแล้ว
*****************************จบแล้วค่ะ*****************************
เจริญในธรรม
:> จากคุณ : deedi [ 2 พ.ค. 2543 / 22:02:37 น. ] [ IP Address : 203.146.128.49 ]
ป้ายกำกับ: dharma
๏ สังฆทานคืออะไร
พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำวัด ให้ความหมาย “สังฆทาน” ว่า
สังฆทาน คือ ทานที่ตั้งใจถวายแก่สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง หากถวายโดยเจาะจง เรียกว่า บุคลิกทาน ดังนั้น สังฆทานมีอานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน เพราะผู้ถวายมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่เจาะจงว่าจะเป็นภิกษุรูปใด เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ
ดังนั้น การทำบุญเลี้ยงพระในงานต่างๆ การไปทำบุญตักบาตรที่วัด การใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาต หากไม่จำเพาะเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง นับเป็นสังฆทานทั้งสิ้น
มีทานอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายๆ สังฆทาน เป็นทานที่มีอาณาเขตกว้างขวางกว่าคือ ทานที่ให้แก่หมู่พวกที่ไม่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเรียก สาธารณทาน เป็นทานที่ไม่จำกัดเฉพาะในรั้ววัด เป็นการให้ที่ไม่มีขอบเขต สังฆทานเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณทานเช่นนั้น
๏ จัดสังฆทานให้ได้ประโยชน์
เดี๋ยวนี้เวลาพูดถึง “สังฆทาน” พวกเราจะนึกถึงถังสีเหลืองๆ ภายในบรรจุข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะมากมาย จนล้นออกมาปากถัง แล้วมีพลาสติกใสหุ้มทับอีกที
แท้จริงแล้วของที่จะถวายหมู่พระสงฆ์โดยไม่เจาะจงที่เรียกว่า สังฆทาน นั้น คืออะไรก็ได้ที่เหมาะกับชีวิตสมณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นถังเหลืองๆ ที่วางขายตามหน้าร้านสังฆภัณฑ์เสมอไป
ข้าวของเครื่องใช้ที่บรรจุมักเป็นของที่พระภิกษุเก็บไว้ใช้ในช่วงวันเข้าพรรษา (ประมาณ 3 เดือน) ส่วนมากก็จะเป็นของที่ใช้ดำรงชีวิตทั่วไปเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เช่น ผงซักฟอก, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, สบู่, ยาสระผม เป็นต้น จะมีเพิ่มมาหน่อยก็จะเป็นผ้าอาบน้ำฝน จีวรเครื่องนุ่งห่ม ที่พระภิกษุจะต้องมีไว้ใช้
ถ้าเราไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรไปถวายพระดี เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องสังฆทานที่มีจำหน่ายตามร้านบรรจุให้สำเร็จรูป อีกทั้งการบรรจุกระป๋องก็ทำมาให้เรียบร้อยสวยงาม ซื้อปุ๊บก็ถือไปถวายปั๊บ เข้ากับยุคสมัยพอดี ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อหามาประกอบให้ลำบาก
ถึงเวลาต้องมาทบทวนการทำสังฆทานกันเสียที สังฆทานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีของถวายมากมาย ขอเพียงเป็นของจำเป็นและมีคุณภาพเท่านี้ก็พอ และการเลือกซื้อของมาประกอบเป็นสังฆทานเอง จะได้ของดีมีคุณภาพกว่าการไปซื้อ “ถังเหลืองๆ” ตามร้านสังฆภัณฑ์ ผ้าอาบน้ำฝนราคาผืนละ 60-80 บาท ราคาถังสังฆทานก็จะประมาณ 200-600 บาทแล้วแต่ของข้างในและขนาดถัง
“ถังเหลืองๆ” ที่มีวางขายตามร้านสังฆภัณฑ์นั้น บางร้านจะยัดหนังสือพิมพ์หรือกระดาษแข็งเข้าไว้เต็มกระป๋อง ส่วนที่เป็นสังฆทาน หรือข้าวของเครื่องใช้จริงๆ จะถูกบรรจุไว้แถวขอบปากถัง เพื่อให้ดูว่ามีของใช้มากมายจนล้นปากถัง แล้วเอาพลาสติกใสหุ้มอีกทีเพื่อไม่ให้ของล้นจนหก แท้จริงแล้วมีของใช้ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง
๏ ข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อหามาจัดเป็นสังฆทานได้
- สบู่ จัดเป็นเครื่องประทินผิว แต่พระก็ใช้ได้เพื่อทำความสะอาดและระงับกลิ่นกาย
- ยาสีฟัน ชนิดผงหรือแบบหลอดก็ได้ ยาสีฟันสมุนไพรก็น่าสนใจ
- แปรงสีฟัน เลือกที่เป็นชนิดขนแปรงอ่อนๆ จะได้สบายเหงือก
- ยาสระผม เอาไว้ใช้เวลาโกนศีรษะจะได้โกนได้ง่ายขึ้น
- ใบมีดโกน เป็นของจำเป็นมาก เพื่อใช้โกนศีรษะ
- เครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมชง จำพวกขิงผง ชารางจืด มะตูม, นม UHT, น้ำผัก-น้ำผลไม้ 100 % , เครื่องดื่มผสมธัญพืช หรือจะเป็นเครื่องดื่มรสช็อกโกแลต ไมโลหรือโอวัลตินพร้อมดื่มก็ได้ ที่สำคัญอย่าลืมดูวันหมดอายุก่อนซื้อด้วย
- ผ้าอาบน้ำฝน เลือกที่เนื้อหนาๆ หรืออาจเลือกซื้อเป็นสบง (ผ้านุ่ง) หรือจะเป็นอังสะก็ได้ เพราะพระท่านมักจะมีผ้าอาบน้ำฝนอยู่มากแล้ว จะขาดแคลนก็คือสบงและอังสะ ถ้าถวายให้สามเณรก็จัดเหมือนพระเช่นกัน
- ถวายสังฆทานแม่ชี ก็เปลี่ยนจากผ้าเหลืองเป็นชุดแม่ชี ซึ่งหาซื้อได้จากวัดบวรนิเวศวิหาร, สถาบันแม่ชีไทย หรือร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป หากหาซื้อไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นผ้าขาวเนื้อดีตามร้านขนาด 2-4 เมตรแทน จากนั้นแม่ชีท่านจะนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้าถุง ผ้าครอง ตามสมควร
- หนังสือธรรมะ หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ หรือหนังสือความรู้ต่างๆ ที่คิดว่าพระสงฆ์ควรรับรู้เพื่อนำไปบอกกล่าวแก่ญาติโยมได้
- ยาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยาแผนปัจจุบัน เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ยาลดกรด ในกระเพาะอาหาร แอลกอฮอล์ล้างแผล เบตาดีนสำหรับใส่แผลสด ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และยาทาเมื่อถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ฯลฯ
- เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ รวมทั้ง ซองจดหมาย แสตมป์
- ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ซึ่งวัดตามชนบทและวัดป่าสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก
- จาน ชาม ช้อน ส้อม อาจสอบถามดูว่าวัดนั้นๆ ต้องการจำนวนมากหรือไม่ จะได้จัดเป็นชุดใหญ่ถวายเป็นของสงฆ์ เพื่อให้ชาวบ้านหยิบยืมได้ด้วยในงานบุญประเพณีต่างๆ รวมทั้งเครื่องมืองานช่าง เช่น ค้อน ตะปู ไขควง หรืองานเกษตร เช่น จอบ เสียม พลั่ว และอุปกรณ์งานทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดอ่อน ไม้กวาดแข็ง ถังขยะ ที่ตักผง ฯลฯ
- ร่ม สำหรับให้พระท่านได้ใช้ในช่วงฤดูฝน ควรหาซื้อสีที่เหมาะสม เช่น สีดำหรือสีน้ำตาล
- บาตร ควรหาซื้อบาตรที่มีความหนาพอสมควร เวลาที่ญาติโยมใส่ข้าวสุกร้อนๆ ลงไป มือท่านจะได้ไม่พอง ที่สำคัญไม่ควรมีน้ำหนักมาก เพราะท่านต้องใช้เดินบิณฑบาตเป็นระยะทางไกล
- ของอื่นๆ ที่มักนิยมใส่ก็มี กระดาษชำระ ข้าวสาร หัวหอม กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ น้ำปลา ฯลฯ ที่จัดว่าเป็นของแห้งเก็บไว้ได้นาน ของเหล่านี้ถ้าพระท่านใช้ไม่ทัน ท่านก็มักจะเก็บรวบรวมนำไปบริจาคต่างจังหวัดอีกที นับเป็นวงจรบุญไม่มีที่สิ้นสุด
จัดเรียงข้าวของที่ซื้อมาลงในภาชนะซักผ้าที่ซื้อมาต่างหาก อาจจะเป็นถังหรือกะละมังก็ได้ แล้วนำไปถวายได้ทันที
๏ ข้าวของบางอย่างที่ไม่ควรถวาย
- บุหรี่ กาแฟ สิ่งเสพติด เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท
- ผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุด้วยโฟม เพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
- อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เพราะเป็นอาหารที่มีสารกันบูด สารเคมี ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ใส่เป็นผลไม้สดจะดีกว่า ถ้าในวัดมีครัวอาจซื้อผักสดเข้าครัวก็ได้
- ใบชาคุณภาพต่ำ พระไม่ค่อยได้ชงฉัน ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ให้ประโยชน์กับสุขภาพมากกว่า
- กล่องสบู่ ปกติพระท่านมีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อถวายอีก
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นอาหารสด และมีคุณค่ากว่า ไม่ควรส่งเสริมให้ท่านฉันอาหารที่มีคุณค่าน้อย
- น้ำอัดลมหรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่งกลิ่นและสี เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่นที่แต่งกลิ่นและสี
๏ แสงสว่างไสวถึงชาติหน้า
เทียนและหลอดไฟ เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นของนิยมในการถวาย เพราะในสมัยก่อนพระที่อยู่จำพรรษาในวัดต่างจังหวัดต้องใช้เทียนเพื่อเป็นแสงสว่างในวัด แต่ในปัจจุบันวัดในกรุงเทพและต่างจังหวัดส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้ากันแล้ว ก็ไม่แปลกถ้าเราจะเปลี่ยนมาถวายหลอดไฟกันบ้าง ราคาเทียนที่ถวายกันก็จะประมาณ 150- 1,600 บาท แล้วแต่ว่ามีลายหรือไม่มี ถ้าไซส์เดียวกัน ก็จะต่างกันประมาณ 100 บาท
ถ้าดูจากความหมายแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ เพราะนัยว่าจะทำให้ชีวิตของคุณรุ่งโรจน์สว่างไสวไปถึงภพหน้า ยิ่งถ้าใครหนทางชีวิตมืดมิด ถือโอกาสดีเข้าพรรษานี้ถวายเทียนกันแก้เคล็ดสักหน่อย สาธุ !!!
ป้ายกำกับ: dharma
อานิสสงฆ์ของการทำความดี ทาน ศีล ภาวนา (อย่าสงสัยในการทำความดี)
ทาน ทำให้รวย ทำทานแก่ผู้มีศีล ผู้ทำความดี ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นักบวช
ศีล ทำให้คนรัก
ภาวนา ทำให้ฉลาด
คนที่ไม่ค่อยมีใครรัก คนมักเกลียด เช่น คนที่ตนุลัคน์ตกอริ มรณะ หรืออย่างในกรณี ไพ่ยิบซี เปิดได้ The Death ให้ถือศีล 5 โดยเฉพาะข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสำคัญที่สุด
คนอยากรวยให้ทำทาน เช่นคนที่กดุมภะเสีย หรือมักจะหยิบได้ไพ่ 5 เหรียญ น่ะค่ะ ควรจะทำทานบ่อย ๆ กับผู้มีศีล มันเป็นกฎธรรมชาติ ยิ่งให้เราก็ยิ่งได้ คนที่ใส่บาตรประจำ ให้ทานประจำไม่ค่อยอดอยาก (ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นขอทานนะคะ) ถึงเวลาเดือดร้อนจริง ๆ กำลังจะเป็นจะตาย ก็จะมีคนมาช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้เสมอ
ภาวนา สำหรับคนที่ไม่ค่อยฉลาด ความจำไม่ดี เบลอ (เหมือนตัวเบบี้) พวกพฤหัสเสีย พุธเสีย น่ะค่ะ ภาวนาทำให้เกิดสมาธิ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้มีสติรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างน้อยถ้าไม่ว่าง ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นกิจจะลักษณะ นึกได้เมื่อไหร่ก็ "พุธ --- โธ" ไปเรื่อย ๆ สติปัญญาจะดีขึ้นค่ะ
ดวงคนสวยมีเสน่ห์ ต้องดูดาวอะไร
ป้ายกำกับ: dharma
Labels
- astrology program (4)
- biodiesel (1)
- comic (1)
- condo plan (39)
- deva (2)
- dharma
- egypt (12)
- english terms (5)
- ergonomic (1)
- feng shui (7)
- FFI (3)
- fuel (1)
- gas (1)
- gasoline (1)
- gemstone (3)
- health (3)
- heroes (5)
- hobby (6)
- jagannatha hora (2)
- knowledge (17)
- make merit (1)
- maps (1)
- mlm (1)
- mpg-cap (1)
- mpg-mega-crumb (1)
- my trip (5)
- my wish list (5)
- numerology (3)
- oil (1)
- rich dad poor dad (1)
- rober kiyosaki (1)
- save (1)
- talismans (4)
- tv show (8)
- vedic astrology (7)
- นามมงคล (2)
- พ่อรวยสอนลูก (1)
- เลขศาสตร์ (3)
- เสริมสิริมงคล (6)